นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนห้า

                         ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………        

          สามสี่วันผ่านไป ปริมเลิกงานและกลับมาถึงบ้านเร็วขึ้นเพราะได้ส่งต่องานให้กับพนักงานที่จะมาแทนที่เธออหลังจากที่ยื่นใบลาออก   ราวทุ่มเศษเวลาอาหารเย็นที่บ้านบรรยากาศในบ้านเริ่มกลับมาเป็นแบบเดิม

           อาธร  :  สองอาทิตย์ที่พักร้อนหนูอยากจะไปไหนลูก?

           ปริม  :  ก็..อาจจะไปแถวๆหัวหินหรือไม่ก็..ปริมก็ไม่ได้วางแผนอะไรน่ะค่ะอาจจะไม่ไปไหนก็ได้  พูดไปทำท่าคิดไป แผนไปพักผ่อนที่หัวหินครั้งที่แล้วถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติเพราะมีเรื่องมีราวให้ ตะหงิดๆกัน

           นุชนันท์  :  ไปหัวหินก็ดี..ครั้งที่แล้วที่วางแผนไว้ก็ไม่ได้ไป งั้นเราไปเที่ยวหัวหินกันนะลูกนะ       นุชนันท์ยิ้มอ่อนโยนพยายามเอาใจลูกสาวหลังผ่านเหตุการณ์ตะหงิดๆกัน

 ปริมคิดเล็กน้อย

           ปริม  :  ค่ะ        ปริมอมยิ้มเล็กน้อยและรับคำ เธอเข้าใจว่าพ่อกับแม่พยายามเอาใจเธอ ทันใดเหลือบไปเห็นปานที่กำลังเหลือบมาทางเธอพอดีและทำหน้าแบบไม่รู้ไม่ชี้ทั้งอมยิ้มแบบที่ปริมคิดว่ากวนประสาทก็ตะหงิดๆน้องชายขึ้นมาทันทีเลยทานข้าวต่อ

อาธรกับนุชนันท์มองหน้ากันยิ้มๆผ่านไปหลายแล้ววันบรรยากาศแบบปรกติในบ้านเริ่มกลับคืนมา

              ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

            นนทวัชรกลับมาถึงบ้านตอนดึกพ่อกับแม่ก็ยังนั่งรออยู่โดยดูทีวีรายการโปรดไป  จึงเดินเข้ามานั่งคุยด้วย  อัญชนายิ้มเมื่อเห็นลูกชายเธอชะเง้อรอลูกทุกวันอยู่แล้ว เขาเป็นลูกคนเดียว

             อัญชนา  :  เหนื่อยมั้ยลูก?                         ยิ้มถามลูกชายอย่างอ่อนโยน

             นนทวัชร  :  ครับ แต่..ไม่มีปัญหาครับ       พูดไปยิ้มไป เพราะมันเป็นเรื่องปรกติ

             อัญชนา  :   แล้วอยากจะดื่มอะไรเย็นๆสักหน่อยมั้ย? เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้

             นนทวัชร  :  ไม่ดีกว่าครับ  ผมทานข้าวที่ร้านมายังรู้สึกแน่นอยู่เลย ขอบคุณๆแม่ครับ  แล้ว.วันนี้ที่บ้านทานอะไรกันเหรอครับ?

             อัญชนา  :   ของโปรดของคุณพ่อทั้งสองอย่าง      พูดยิ้มๆพร้อมกับเหลือบไปทางสามี

             วัชรพงษ์  :   แน่สิ!           พูดขำๆพร้อมกับเลิกคิ้วสูงมองภรรยาและลูก นนทวัชรกับแม่ก็ขำเล็กๆกับท่าทางและคำพูดของพ่อ

              อัญชนา  :   แล้วที่ร้านโอเคมั้ย?  ไม่มีปัญหาอะไรนะ                

              นนทวัชร  :    ไม่มีครับ เรื่องเล็กๆน้อยๆทั่วไปภายในร้านน่ะฮะ 

             วัชรพงษ์  :  อื้มม..บางทีเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่หลายเรื่องก็เล่นเอาปวดหัวเหมือนกัน คนเราร้อยพ่อพันแม่บางทีความคิดต่างกัน     พูดในเชิงแสดงความคิดเห็นแบบสบายๆ

             นนทวัชร :  ครับ  ผู้จัดการร้านเขาก็ดูแลได้ดีฮะ แก้ปัญหาได้ดีทีเดียวก็..เบาแรงเราไป

             อัญชนา  :   อื้มม.จ้ะ…  งั้นก็ไปอาบน้ำและพักผ่อนเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ    ยิ้มอ่อนโยน

             นนทวัชร  :  ครับ  งั้นผมขอตัวนะฮะ  

อัญชนากับวัชรพงษ์ยิ้มมองตามลูกชายอย่างรักและห่วง

             วัชรพงษ์  :   เดี๋ยวก็ดีน่ะคุณ      ยิ้ม พูดกับภรรยาที่ยังมองตามลูกชายไป แล้วหันไปดูทีวีต่อ

             เที่ยงคืนกว่านนทวัชรอาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอนเลยหยิบโทรศัพท์มาดูสักหน่อย  ปานแชทมาตอนสองทุ่มครึ่งบอกว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ครอบครัวจะไปเที่ยวหัวหิน นนทวัชรอมยิ้มเล็กน้อยและดูแชทอื่นๆต่อเห็นแชทของสิริมากับยศนันท์ส่งมาราตรีสวัสดิ์ เสร็จแล้วก็เอื้อมไปที่โต๊ะหัวเตียงเพื่อวางโทรศัพท์แล้วก็นิ่งมองกรอบรูปที่อยู่บนโต๊ะหัวเตียงครู่หนึ่งยิ้มอีกเล็กน้อยก็ปิดไฟแล้วเข้านอน

           ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

          วันพฤหัสบดีช่วงราวบ่ายสองยศนันท์เข้ามาที่ออฟฟิศก็แวะมาหานนทวัชร เวลาของเธอแบ่งให้ร้านกับบริษัทของครอบครัวเกือบจะเท่าๆกัน เธอพยายามช่วยน้องให้มากที่สุดแม้เธอจะชอบงานที่อิสระมากกว่า แต่ธุรกิจของครอบครัวก็ไม่อาจจะละทิ้งได้

            ยศนันท์  :  สวัสดีค่ะ  งานยุ่งเหมือนเดิม  ออออออออ    ยิ้มหวาน

            นนทวัชร  :  ก็..ครับ  แล้วงานคุณนตเป็นไงบ้างครับ?     อมยิ้ม

            ยศนันท์  :  ก็.ยุ่งเหมือนกันค่ะพึ่งกลับจากสิงคโปร์กับคุณพ่อ.เรื่องส่งออกผ้าน่ะค่ะ

            นนทวัชร  :  ครับ แล้วโอเคมั้ยฮะ  พึ่งไปคุยหรือว่ามีออร์เดอร์อยู่แล้ว

            ยศนันท์  :  มีออร์เดอร์อยู่แล้วค่ะ เขาเป็นเพื่อนของคุณพ่อติดต่อกันมานานพอสมควรแล้วล่ะค่ะ มีตัวอย่างผ้าแบบใหม่ๆก็เลยเอาไปเสนอและก็มีส่วนที่อยากนำเข้ามาด้วย  ดูท่าก็..น่าจะโอเคอยู่     ยิ้ม

             นนทวัชร :  ครับ  แล้วจะไปที่ร้านต่อหรือว่า..จะชวนผมไปไหน?        พูดยิ้มๆ

             ยศนันท์  :   แหม…รู้ทันนต   แล้วว่างพอจะไปได้หรือเปล่าคะ  ตอนเย็นก็ได้ค่ะ       ยิ้มหวาน

             นนทวัชร  :  เอ่ออ. ตอนเย็นผมนัดทานข้าวกับนุน่ะฮะ หากคุณนตไม่ว่าอะไรก็ไปด้วยกันนะครับ

             ยศนันท์  :  โอเคค่ะ  ได้ค่ะ       พูดและยิ้มแบบเข้าใจ เพราะหากไปข้างนอกหลังเลิกงานเขาไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับเธอเท่าไหร่เพราะงานเขายุ่งมาก  หรือหากเป็นวันหยุดเธอก็พยายามชวนเขาบ้างแต่น้อยครั้งที่เขาจะตอบตกลง แต่หากเป็นวันที่เธอเข้ามาที่ออฟฟิศแล้วชวนเขาไปทานอาหารกลางวันนั่นถึงจะได้ใกล้ชิดเขามากขึ้นหน่อย แม้จะเข้าถึงยากแต่เธอก็คิดว่า เขาน่าสนใจ..  นั่งคุยกันสักพักก็ขอตัวกลับลงไปทำงานต่อ

          ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………  

          เกือบสองทุ่มที่ร้านอาหารเมื่อพิษณุมาถึงก็ชะงักเล็กน้อยที่เห็นว่าใครมากับนนทวัชรและนั่งตรงข้ามกับเขา  ท่าทางที่สนิทสนมกันพอสมควรของทั้งคู่ทำให้รู้สึกว่าใจแป้วๆเล็กน้อย  เดินมาถึงที่โต๊ะก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างนนทวัชร

          พิษณุ  :  สวัสดีครับ                  ยิ้มทักทายสุภาพตามมารยาท

          ยศนันท์  :  สวัสดีค่ะ                   ยิ้มทักทายตอบ

          นนทวัชร  :   พึ่งสั่งอาหารไปเมื่อครู่ สี่อย่าง              หันมาพูดกับเพื่อน

          ยศนันท์  :  คุณนุจะสั่งเพิ่มไหมคะ นตกับคุณนนท์สั่งไปคนละสองอย่างแต่คุณนนท์บอกว่ามีของโปรดของคุณนุด้วย      ยิ้ม

พิษณุรีบพูด

          พิษณุ  :  อ๋อ..ไม่เป็นไรฮะ  ถ้านนท์เขาสั่งแล้วก็ตามนั้นฮะ       ยิ้ม

          ยศนันท์  :   แหม.รู้ใจกันจังเลยนะคะ     พูดแซวทั้งสองคนยิ้มกับพิษณุและหันไปยิ้มหวานให้     นนทวัชร พิษณุรู้สึกใจแป้วอีกครั้งมองดูยศนันท์ครู่หนึ่งแล้วจึงเสมองไปทางอื่น  แม้เขาจะรู้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนที่นนท์หมายปองแต่สิ่งที่เธอแสดงออกนั้นก็…ทำให้เขารู้สึกเล็กน้อย

         นนทวัชร  :  ไม่หรอกครับ นุเขาเป็นคนที่ทานง่ายสั่งอะไรให้ทานก็ทาน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เรียนแล้วฮะ     พูดยิ้มๆแซวเพื่อนเล็กน้อยและหันมาทางพิษณุ

         พิษณุ  :   ออครับ เอ่อ.เป็นคนง่ายๆน่ะฮะ    พิษณุรับมุกเพื่อนแบบไปเรื่อย ยศนันท์ยิ้มและขำเล็กๆ

         ยศนันท์  :  แล้วแบบนี้เคยโดนคุณนนท์กับเพื่อนๆแกล้งหรือเปล่าคะ    พูดชำๆกับพิษณุ ซึ่งพิษณุกำลังจะอ้าปากพูด นนทวัชรชิงพูดซะก่อนรับมุกต่อและแกล้งเพื่อนต่อ

          นนทวัฃร   :   บ่อยฮะ           พูดแล้วก็ขำเล็กๆที่ได้แซวเพื่อนและเห็นอาการเหวอๆเขินๆของเพื่อน  พิษณุทำเป็นหันมามองค้อนเพื่อนเล็กน้อยแล้วก็ขำๆ  ถือโอกาสแกล้งเพื่อนด้วยซะเลย

          พิษณุ  :  เห็นเขาเป็นแบบนี้  แต่ตอนเรียนนี่…..    นนทวัชรมองเพื่อนเลิกคิ้วข้างหนึ่งประมาณว่า อะไรเป็นแบบไหน    “  ก็เป็นแบบนี้ล่ะฮะ “     พูดเสร็จก็ขำเล็กๆเช่นกัน นนทวัชรยิ้ม  ยศนันท์ก็ขำเล็กๆมองทั้งคู่ที่แกล้งพูดเย้าแหย่กัน

         ยศนันท์ : แล้วใครที่เป็นคนต้นคิดว่าจะทำร้านอาหารเหรอคะ?        ถามยิ้มๆ

         พิษณุ :  ผมเองครับ      พูดเสร็จหันไปเพื่อนแล้วพูดต่อ    “ นนท์เขาทำอาหารเก่งก็เลยชวนเขาทำ เขารู้จักอาหารอร่อยๆหลายร้านเลยนะฮะถามเขาได้ ร้านนี้ที่มาก็เขานี่แหล่ะครับชวนมา “ พูดแบบอธิบายไปยิ้มไปแล้วหันไปมองเพื่อน นนทวัชรก็ยิ้มตอบ ยศนันท์ทำหน้าเหรอหราถามเสียงสูง

         ยศนันท์ : จริงเหรอคะ?  ว้าว อย่างนี้จะมีโอกาสได้ชิมอาหารฝีมือคุณนนท์มั้ยคะเนี่ย?    ยิ้มหวานถามนนทวัชร

         นนทวัชร : เอ่ออ ก็..คิดว่านะครับ..หากว่างเดี๋ยวลองทำให้ทาน             อมยิ้ม

         ยศนันท์ :  น่าสนใจค่ะ      ยิ้ม    ” ชักอยากจะเห็นคุณนนท์เวลาใส่ผ้ากันเปื้อนซะแล้วนะเนี่ย ”     ยิ้ม มองนนทวัชรแววตาเป็นประกายเล็กน้อย  

นนทวัชร :  ครับ             อมยิ้ม      ” นุเขาก็ทำอาหารเป็นครับ แต่ไม่ค่อยแสดงฝีมือ ”    หันไปแซวเพื่อนต่อ   พิษณุหันมามองค้อนเพื่อนอีก 

          ยศนันท์ :  งั้นแสดงว่านตก็โชคดีน่ะสิคะ ที่จะได้ชิมอาหารฝีมือคุณนนท์กับคุณนุ    ยิ้มมองทั้ง     นนทวัชรและพิษณุ

           พิษณุ :  เอ่อ.ไม่หรอกครับ ส่วนใหญ่ผมนั่งรอกินอย่างเดียว         พูดเสร็จก็ยิ้มให้ยศนันท์และหันไปทางเพื่อน  นนทวัชรก็ทำเป็นมองเพื่อนค้อนตอบ

ยศนันท์ก็ขำๆกับท่าทาางของทั้งคู่ที่พูดแกล้งกัน ทั้งสามคนคุยกันไปทานอาหารกันไปอย่างสนุกและคุยกันถูกคอและเป็นกันเองกับบรรยากาศ โดยเฉพาะวันนี้ที่ยศนันท์เห็นว่าทั้งนนทวัชรกับพิษณุอารมณ์ดีและแกล้งพูดแซวกันไปเรื่อย    

สิริมาอยู่ที่คอนโดเมื่อเห็นภาพที่ถูกโพสต์โดยยศนันท์ที่แท็กหาพิษณุที่ร้านอาหารก็ชะงักงันไปครู่หนึ่ง  ภาพที่ทั้งสามคนมีใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดูเหมือนกับว่ามีความสนุกและเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะนนท์รอยยิ้มกว้างแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน  ความรู้สึกในใจของสิริมาเหมือนใจมันเต้นเร่าๆแปลบๆ  เธอไม่ได้เจอนนท์มาสองสามวันเพราะเธอไปหาเพื่อนคุยกันเรื่องธุรกิจที่จะทำร่วมกัน  สิริมาถอนหายใจหนักวางโทรศัพท์ลงและนึกถึงอะไรต่างๆตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับยศนันท์… ท่าทีที่เธอบริหารเสน่ห์ใส่นนท์อย่างเต็มที่ โอกาสที่ได้เจอนนท์บ่อยๆทั้งที่ออฟฟิศและที่ร้าน คุณนตเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญระหว่างเธอกับนนท์  พลางคิดในใจไปถอนหายไจหนักๆไป

           ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

          วันต่อมาสิริมามาพบกฤษณะที่ออฟฟิศของเขาเพื่ออยากคุยและตกลงเรืองหย่าให้ชัดเจนหรือจบๆไปซึ่งกฤษณะรออยู่แล้ว

           กฤษณะ  :   ฮึ..ไหนว่ารอให้แชทไปโทรไปแล้วทำไมถึงได้รีบมาล่ะ      พูดและยิ้มเยาะเล็กน้อย เหนือความคาดหมายเล็กน้อยที่ไหมแชทมาหาเมื่อคืนและบอกว่าอยากเข้ามาคุยด้วยเรื่องหย่า

           สิริมา  :   จบๆกันไปเถอะค่ะคุณกฤษ ชีวิตเราทั้งคู่จะได้เดินหน้าต่อไป

           กฤษณะ  :  ฮึ..ชีวิตผมก็เดินหน้าทุกวันเป็นปรกติอยู่แล้ว     พูดและขำหีๆเล็กน้อย เพราะวันนี้เขาเป็นต่อ  มองหน้าสิริมาแล้วเหลือบมองไปทางอื่นและหันกลับมาพูดต่อ   “  คุณแม่ก็บอก ว่าคุณแม่คุณโทรหาท่านเรื่องหย่าของเรา แต่ท่านบอกไปว่าให้ผมตัดสินใจเอง “

          สิริมา  :  งั้นก็คุยกันให้รู้เรื่องวันนี้ไปเลยค่ะ

          กฤษณะ  :   อื้มก็ดีนะ.หากว่าสิ่งที่คุณเรียกร้องนั้นมันไม่มากจนเกินไป ค่าเลี้ยงดูเดือนละหกหลักไปจนกว่าจะมีแฟนใหม่และเงินก้อน ที่คุณเรียกมานั้นมันมากเกินไป   

 สิริมากัดฟันในปากเม้มริมฝีปากและถอนหายใจ

          สิริมา   :   งั้น..ที่คุณคิดว่าที่มันสมควรหรือเหมาะสม

          กฤษณะ  :  ค่าเลี้ยงดูแค่…ห้าหลักกลางๆต่อเดือนจนกว่าจะมีแฟนใหม่  เงินก้อนแค่เจ็ดหลักปลายๆไม่ถึงสิบเพราะคอนโดหรูที่คุณอยู่นั้นก็ได้ไปแล้วนี่  และบ้านหลังใหม่ของพ่อกับแม่คุณหลังแต่งงานผมก็เป็นคนซื้อให้ สินสอดทองหมั้นก็ได้ไปไม่น้อย   กฤษณะพูดเสร็จก็เลิกคิ้วสูงเชิงถามสิริมาว่าที่เขาพูดนั้นจริงไหม

สิริมากัดฟันในปาก นิ่งคิด ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ

         กฤษณะ  :  แต่คิดว่า ผมคงจะไม่ได้จ่ายค่าเลี้ยงดูคุณนาน ว่าที่แฟนใหม่เอ๊ะหรือแฟนเก่า คงรอเปิดตัวกันอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว      กฤษณะพูดและยิ้มเยาะอีกครั้ง  สิริมาพูดทันที

         สิริมา  :  ได้ค่ะ  ตามที่คุณพูดมา คุณร่างสัญญามาเลยนะคะจะได้ไปเซ็นใบหย่ากัน       สิริมาพูดเสร็จก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อยและมองหน้ากฤษณะที่กำลังจะกลายเป็นอดีตสามี

          กฤษณะ  :   ตามนั้น..        พูดเสร็จก็ยังจ้องหน้ากสิริมา ทั้งสีหน้าแววตาแสดงออกชัดเจนว่าเย้ยหยันจนสิริมาทนไม่ได้และรีบกลับออกไป  กฤษณะมองตามหลังสิริมาเบะปากเล็กน้อยถอนหายใจแบบจบๆไปซะ

            ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

          หลายวันผ่านไปหลังปริมจากออกจากงานและไปพักผ่อนกับครอบครัวที่หัวหินสองวันกลับมาถึงกรุงเทพตอนดึก เช้าวันต่อมาอาธรก็ไปทำงานต่อเลยทันทีและกลับมาถึงบ้านราวหกโมงเย็น ปริมกับนุชนันท์กำลังช่วยกันเตรียมอาหารเย็น อาธรเดินไปเรียกลูกสาวมาคุยด้วย

          ปริม :  อะไรนะคะป๊า !  ให้ไปทำงานเลย !

          อาธร  : จ้ะลูก   คือ..งานยุ่งจริงๆ พนักงานเขาก็ยุ่งกันมากเลยลูก หากหนูไปช่วยงานเลยก็คงจะดี จะอีกสี่วันหรือห้าวันยังไงหนูก็ต้องไปทำงานน่ะลูก…เอ่ออ. ตานนท์เขาขอมา.ว่าอยากให้หนูไปช่วยงานเลย..    ประโยคหลังพูดเสียงเบาลง

ปริมทำหน้าเข้มขึงขังใส่พอ่  แล้วเหลือบต่ำลงมองพื้นพร้อมถอนหายใจ  และก็ถอนหายใจอีกเฮือก

          ปริม  :  ค่ะ  ได้ค่ะป๊า  แต่..อีกสามวันนะคะ      เมื่อเห็นพ่อทำท่าเหมือนจะพูดจึงรีบพูด  “ สามวันก็คือสามวันค่ะป๊า  “    ทำเสียงเข้มขึงขังใส่

          อาธร :  โอเคจ้ะลูก  โอเคจ้ะ     พูดเสร็จก็ทำท่าจะรีบเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นให้ไว  แต่ปริมเรียก

          ปริม :   แต่..ป๊าคะ …..  พอพ่อหันมาปริมก็แบมือทันที   “  หนูขอบัตรเครดิตหนึ่งใบค่ะ “    อาธรทำหน้าฉงน แต่เห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของลูกสาว

          อาธร :  หนู..จะเอาเท่าไหร่ลูก? ……     ยิ้มเจื่อนๆถามแบบยอมและดูท่าแล้วคงจะปฏิเสธไม่ได้…

ปริมรู้สึกเคืองพ่อและรู้สึกเคืองนนทวัชรทั้งเรื่องงานและเรื่องที่ขอหมั้นหมายเธอเหมือนสมรู้ร่วมคิดกันและกดดันเธอ               

ตอนเย็นหลังรับประทานอาหารเสร็จปริมขึ้นมาบนห้องก็นั่งแชทข้อความถึงเพื่อน

          ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………….

         สายวันต่อมาปริมมาหาเพื่อนตามที่นัดไว้ที่ร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งซึ่งเพื่อนเป็นเจ้าของร้าน       “ดลลี่  หรือดลวัฒน์  ใจเกษมสุข  สาวประเภทสองที่ดูจากภายนอกแล้วยังมีความเป็นชายเกือบทุกอย่างยกเว้นจริตจะก้าน ท่าทางและการพูดของนางที่แสดงออก  ดลลี่เป็นช่างเสริมสวยและเคยเป็นลูกจ้างในร้านเสริมสวยอยู่ในซอยหอพักนักศึกษาที่เพื่อนปริมพักอยู่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย  ปริมกับเพื่อนและนักศึกษาที่พักอยู่ในซอยนั้นหรือนักศึกษาคืนอื่นก็รู้จักร้านที่ดลลี่ทำงานอยู่เป็นอย่างดีและเป็นลูกค้าประจำ ภายหลังดลลี่ออกมาเปิดร้านเสริมสวยของตัวเองปริมกับเพื่อนบางคนยังติดต่อและคบหาดลลี่เป็นเพื่อนและไปมาหาสู่สม่ำเสมอ  ปริมเข้ามาใช้บริการร้านเสริมสวยของดลลี่อยู่บ่อยครั้งหรือหากไม่ก็แค่แวะมาเยี่ยมไปมาหาสู่กันตามปรกติ ซึ่งปริมชื่นชมและชื่นชอบในความมุ่งมั่นและความเป็นตัวของตัวเองของดลลี่ จนวันนี้ดลลี่เป็นเจ้าของร้านเสริมสวยขนาดใหญ่พอสมควรมีลูกน้องหลายคน วุ่นมากจนบางครั้งดลลี่เองต้องบริการลูกค้าด้วยตัวเอง

        ดลลี่ :  หวัดดีจ้า  กำลังรอยู่เชียว เป็นไงรถติดมั้ย นั่งก่อนๆ        ยิ้มกว้างจีบปากจีบคอพูดพร้อมเดินมาหาอย่างร่าเริงเมื่อเห็นปริมเปิดประตูเดินเข้ามา ชุดสูทสีขาวขุ่นๆกางเกงขาเดฟแต่ไม่สวมเสื้อตัวในตัดกับสีผิวเข้ม แต่งหน้าเล็กน้อยและที่คาดผมผ้าผูกโบว์สีขาวลายจุดอันเล็กๆบนศีระษะนั้น….    พาปริมไปนั่งที่โซฟารับแขก

        ปริม :  ไม่ค่อยติดเท่าไร ลูกค้าเยอะแต่เช้าเหรอ?           ถามพร้อมกับหันมองไปรอบๆร้าน

       ดลลี่  :  อื้มม  ถ้าเป็นช่วงสายๆวันทำงานก็ประมาณนี้แหล่ะ  แต่วันนี้ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่หรอก   จีบปากจีบคอพูดและมีจริตจะก้าน

        ปริม :  อืมม           ปริมพยักหน้า   ดลลี่พูดต่อ

         ดลลี่  :  ว่าไง เห็นบอกว่าลาออกจากที่ทำงานและจะไปที่ใหม่เริ่มหรือยัง?     ปริมนิ่งเล็กน้อยเหมือนคิดและก็ตอบ

         ปริม :   :  อื้ม..เริ่มงานมะรืนนี้แล้วล่ะ….ก็เลยมาหา      พูดแล้วก็มองหน้าดลลี่เหมือนมีอะไรบางอย่าง  

ดลลี่มองหน้าเพื่อนเหมือนกับว่าเพื่อนกำลังมีอะไรบางอย่างเพราะเมื่อคืนแชทมาบอกว่ามีเรื่องอยากให้ช่วย   เลิกคิ้วพร้อมเอียงตัวเล็กน้อยตามจริต แล้วถาม

        ดลลี่ :   มีอะไรหรือเปล่า?           พูดช้าลงถามด้วยความเป็นห่วง  ปริ่มนิ่งอีกครู่หนึ่ง

         ปริม  :  อื้ม..มีเรื่อง..อยากให้ช่วยน่ะ ….         พูดเสียงต่ำ ดลเลิกคิ้วอีกครั้งพยักหน้าหนึ่งครั้ง ประมาณว่าฉันช่วยได้แน่นะ  ปริมพยักหน้า

ปริมให้ดลลี่สอนแต่งหน้าและทำผมแบบง่ายๆให้ อื่นๆก็ดูคลิปสอนแต่งหน้าทำผมเพิ่มจากอินเตอร์เน็ต

       ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

         เช้าวันพฤหัสบดีนนทวัชรกำลังยืนรอลิฟท์เพื่อขึ้นไปที่ออฟฟิศซึ่งเขามาทำงานแต่เช้าเป็นปรกติ ขณะกำลังยืนรอลิฟท์อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของคุณอาอาธรพูดดังผิดปรกติและผิดวิสัยเหมือนกำลังพูดอะไรบางสิ่งบางอย่างกับใครและกำลังมาทางนี้จึงหันไปดูก็.ชะงัก  หญิงสาวรูปร่างเพรียวสูงพอประมาณ ผิวขาว สวมชุดเดรสแขนกุดกระโปรงสั้นสีน้ำตาลแดงเข้ารูป ผมดำดัดลอนใหญ่ถูกรวบครึ่งศีรษะ แต่งหน้าค่อนข้างจัด กระเป๋าสะพายข้างแบบผู้หญิงเข้ากันกับชุดเดรสที่สวม รองเท้าหุ้มส้นสูงปรี๊ดสีใกล้เคียงกับเดรสที่สวม มือข้างหนึ่งถือเสื้อคลุมสีดำกำลังเดินตรงมาอย่างมั่นใจและ.คุณอาอาธรกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังเธอมาพร้อมกับเรียก  “ ปริม..ยัยหนู.!  รอป๊าด้วยลูก”   แต่เธอส่งยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ใส่เขาอย่างเต็มที่ทันทีที่มองเห็นเขาขณะกำลังเดินตรงมาทางที่เขายืนอยู่  นนทวัชรขมวดคิ้วเล็กน้อย หลี่ตาลงเล็กน้อยแล้วครู่หนึ่งก็หันหน้ากลับไปทางหน้าลิฟท์เหมือนเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย  ปริมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิฟท์ข้างๆนนทวัชร ขณะที่อาธรก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาพร้อมกับพูด               “ เสื้อคลุมลูก..ใส่สิลูก! “

         ปริม :   สวัสดีค่ะ           พูดทักทายพร้อมกับส่งยิ้มหวานบริหารเสน่ห์ใส่เขาอีก นนทวัชรหันมามองก็เห็นปริมกำลังมองและยิ้มหวานให้เขาอยู่ แต่นนทวัชรไม่ยิ้มตอบทำหน้าเรียบเฉยและมองกันอยู่อย่างนั้น  จนอาธรตามมาถึงและหยุดยืนอยู่ข้างหลังลูกสาว นนทวัชรปรับเปลี่ยนสีหน้าและหันไปทางอาธรก้มศีรษะต่ำลงเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวคำทักทายอย่างสุภาพ

         นนทวัชร  :   สวัสดีครับคุณอา      พูดทักทายสุภาพเป็นปรกติ นนทวัชรไม่ได้ยกมือไหว้เพราะเจอกันเป็นปรกติในตอนเช้า พูดทักทายคุณอาอาธรเสร็จก็หันกลับไปมองปริมอีกครั้ง

         อาธร  :    หวัดดี.ตานนท์..มาแต่เช้านะ ฮ่ะๆ      อาธรทำหน้าเจื่อนขำแห้งๆทักไปแบบนั้นอย่างเสียมิได้  เขารู้ว่านนทวัชรมาทำงานแต่เช้าและเจอกันบ่อยเพราะเขาก็ชอบมาทำงานแต่เช้าเหมือนกัน  และทำสีหน้าไม่ถูกที่ปริมมาทำงานในลักษณะแบบนี้และมาเจอนนทวัชรเข้าพอดี แต่ก็แนะนำอย่างเป็นทางการ  “  เอ่อ..นี่.ปริม..  ปริม..นี่พี่นนท์ น่ะลูก…”   แนะนำนำปริมกับนทวัชรให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

ยกมือไหว้นนทวัชรอย่างที่คิดว่าสวยสุดเท่าที่จะทำได้และเงยหน้าขึ้นมาพูดคำทักทายด้วยเสียงต่ำเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนเรียกชื่อ  “ สวัสดีค่ะ…พี่นนท์ “     พร้อมกับอมยิ้มทั้งสีหน้าและแววตาอย่างตั้งใจจะท้าทายและมองนนทวัชรไม่หลบสายตาเช่นกัน  นนทวัชรยกมือรับไหว้จากปริม

         นนทวัชร  :  ครับ                             พูดเสียงขรึมๆ แต่สีหน้าก็ยังเรียบเฉย

         ปริม :       ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ               อมยิ้มแบบยียวนกวนประสาทต่อ

          นนทวัชร :  ยินดีที่ได้รู้จักครับ        น้ำเสียงราบเรียบผิดจากเมื่อครู่ที่ทักทายอาธรและหน้านิ่ง หันกลับไปทางหน้าลิฟท์เหมือนเดิม

 อาธรกระอักกระอ่วนที่เป็นเช่นนี้ปฏิกิริยาของทั้งคู่…ไม่ได้ประทับใจซึ่งกันและกันเลย

         อาธร  :  ลิฟท์มาพอดี! ฮ่ะๆๆๆ        อาธรขำแห้งๆ นนทวัชรผายมือให้อาธรเข้าไปก่อน

         นนทวัฃร :  เชิญคุณอาครับ      พูดเสียงปรกติ เมื่ออาธรเดินเข้าไปในลิฟท์แล้วก็เหลือบมาทาง ปริมซึ่งปริมกำลังจะเดินเข้าไปในลิฟท์   “  นี่ไม่ใช่เวทีแคทวอล์คนะคุณ “    พูดเสียงเข้มเบาๆแต่ก็เพื่อให้ปริมได้ยิน  ปริมชะงักเล็กน้อยหันมามองหน้านนทวัชรและก็อมยิ้มทำหน้าเฉไฉและเดินเข้าไปในลิฟท์อย่างไม่แคร์  นนทวัชรถอนหายใจกับท่าทางของปริม

credit pic bloggang.com ตัดภาพบางส่วน

        เมื่อมาถึงออฟฟิศชั้นบนมีพนักงานมาถึงที่ทำงานบ้างแล้วสามสี่คน ปริมใส่เสื้อสูทคลุมทับตั้งแต่เดินออกจากลิฟท์และเดินตามนนทวัชรมา ส่วนห้องทำงานของอาธรกับวัชรพงษ์ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น  นนทวัชรพาปริมมาที่หน้าห้องทำงานของเขาแนะนำ    ปริมกับเมย์เสร็จก็บอกให้เมย์นำปริมไปที่แผนกอินทีเรีย  มองตามหลังปริมไปแล้วถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินเข้าห้องทำงานไป

         เมย์  :   คุณปริมจะรับกาแฟหรือชาคะ?

         ปริม  :  เอ่อไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวปริมจัดการเอง      ยิ้มและพูดธรรมดาเป็นตัวของตัวเองเพราะไม่ได้อยู่ต่อหน้านนทวัชร

         เมย์ :   ค่ะ  หากมีอะไรก็บอกเมย์ได้นะคะหรือคนอื่นๆก็ได้… งั้นเมย์ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ

         ปริม :  ค่ะ  ขอบคุณค่ะ     อมยิ้มให้เมย์  หลังเมย์เดินจากไปปริมฉงนเล็กน้อยที่เมย์จะเสิร์ฟกาแฟเธอเพราะเธอมาทำงานในตำแหน่งพนักงานเหมือนคนอื่นแล้วก็คิดว่าหรือจะมีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องเธอ  ปริมคิดในใจ สักครู่หนึ่งเริ่มมีพนักงานทยอยมาทำงานกันทีละคนสองคนแต่ละคนก็ยกมือไหว้และกล่าวคำทักทายปริม  ปริมยิ้มรับและยกมือรับไหว้แบบเหวอๆครู่หนึ่งก็หาจังหวะหลบเข้าไปในห้องน้ำ เข้าไปนั่งด้านในห้อง น้ำห้องหนึ่งยืนทำหน้าเหลอหลาสักครู่ก็เอามือทั้งสองประกบข้างแก้มของตัวเองและทำหน้าหยีอย่างรู้สึกอายไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร อยู่ในนั้นครู่หนึ่งก็ออกมา  เมื่อเปิดประตูออกมาก็ชะงักแม่บ้านกำลังเข้ามาทำความสะอาดห้องน้ำพอดี แม่บ้านยิ้มและยกมือไหว้ปริม

          ป้าอ๋อย :  สวัสดีค่ะ                   ไหว้อ่อนข้อยยิ้มหวาน สุภาพ

          ปริม : สวัสดีค่ะ                          รีบยกมือรับไหว้ อมยิ้ม 

          ป้าอ๋อย : ป้าชื่อป้าอ๋อยนะคะ เป็นแม่บ้านของที่นี่       ยิ้ม พร้อมกับแนะนำตัว

ปริมยิ้มพยักหน้ารับและตอบ

          ปริม :  หนูชื่อปริมค่ะ

          ป้าอ๋อย  :  ค่ะ                             รับคำสั้นๆและยิ้ม   

 ปริมเก้ๆกังๆ

          ปริม : งั้น.หนูขอตัวไปที่โต๊ะก่อนนะคะ      ยิ้ม ป้าอ๋อยรับคำว่าค่ะแล้วยิ้ม ปริมจึงเดินเลี่ยงออกไปป้าอ่อยมองตามไปแล้วทำงานต่อ

เมื่อเดินออกมาที่แผนกนาวินผู้จัดการแผนกก็มาถึงที่ทำงานและนั่งที่โต๊ะแล้ว เมื่อเห็นปริมเดินมานาวินก็ลุกขึ้นยกมือไหว้และกล่าวคำทักทายปริมอีกคน ปริมชะงักกึกเหวอกว่าทุกครั้ง  ดูท่าแล้วเขาอายุอานามมากกว่าเธอเขาน่าจะสักราวสามสิบกว่ากลางๆแต่น่าจะน้อยกว่านนทวัชรและจุดที่เขานั่งอยู่นั้นดูท่าน่าจะเป็นที่ของคนที่มีตำแหน่งสูงสุดในแผนก  ปริมยิ้มกำลังจะเดินเข้าไปหานาวินก็เดินเข้ามาหาพอดี

         นาวิน : ผมนาวินนะครับ   พูดพร้อมกับยิ้มแนะนำตัว    “ เห็นน้องๆบอกว่าคุณปริมมาถึงแต่เช้าเลย  ทานอาหารเช้าหรือยังครับ? “

         ปริม  :  ค่ะ เรียบร้อยค่ะ              ยิ้ม แต่อาการยังเหวออยู่

          นาวิน  :  เอ่อ งั้นผมจะพาไปแนะนำที่ฝ่ายบุคคลกับฝ่ายอื่นๆก่อนนะครับ  แล้วค่อยกลับมา

         ปริม  :  ค่ะ         ยิ้มพร้อมพยักหน้ารับ      นาวินผายมือ ปริมพยักหน้ารอให้นาวินเดินนำหน้าก่อนแล้วจึงเดินตาม นาวินบอกวัฒนาผู้จัดการฝ่ายบุคคลว่าจะพาคุณปริมไปแนะนำกับคนอื่นๆเอง

         ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

       สายๆหลังเซ็นเอกสารในแฟ้มเสร็จนนทวัชรก็นั่งครุ่นคิดครู่หนึ่งกับท่าทางและรูปลักษณ์ของปริมที่เห็นเมื่อเช้านี้ ถอนหายใจอย่างหนักใจแล้วโทรเรียกเมย์เข้ามาเอาแฟ้มเอกสาร

         ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

          เมื่อนาวินพาปริมไปแนะนำตัวกับแผนกต่างๆและกลับมาที่แผนกก็ถูกนนทวัชรเรียกพบจึงได้ฝากน้องๆในแผนกให้ช่วยแนะนำงานให้กับปริม แต่ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาคุยเรื่องงานกับปริม ได้แต่ยิ้มให้และก้มหน้าก้มตาทำงานของใครของเราต่อ  ปริมพอจะเดาออกว่าหลายคนอาจจะพอรู้เรื่องของเธอและยังเป็นลูกสาวของป๊าหนึ่งในผู้บริหารอีก เพราะตั้งแต่เมื่อเช้าและเมื่อครู่ที่ไปทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานที่แผนกอื่นทุกคนมีท่าทีเกรงใจและให้เกียรติเธอ ปริมนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงเดินไปถามเพื่อนร่วมงานที่อยู่ใกล้ๆก่อน 

            ปริม :  มีอะไรให้พี่ช่วยไหมคะ?        ถามพร้อมกับยิ้มอย่างมีไมตรี 

            น้องคนนั้นยิ้มตอบพร้อมกับส่ายศีรษะว่า ไม่มีครับ จึงเดินไปถามน้องอีกคนถัดไป ก็ยิ้มและส่ายศีรษะอีกเช่นกันและตอบในลักษณะเดียวกัน  พอดีมีน้องอีกคนกำลังลุกจากโต๊ะพร้อมถือเอกสารและพูดกับเพื่อนข้างๆว่าจะไปถ่ายเอกสาร ปริมจึงเดินไปหา  “  ให้พี่ช่วยนะคะ “  ปริมยิ้มอย่างมีไมตรี น้องคนนั้นอึกอักเล็กน้อยแต่ก็ตอบว่า ” ครับ ขอบคุณครับ ”   คิดเล็กน้อยแล้วก็พูดต่อ “ เอ่อ..งั้นเดี๋ยวผมไปช่วยแนะนำเรื่องเครื่องถ่ายเอกสารด้วยครับ “  ปริมยิ้มพอใจ น้องผายมือให้ปริมเดินนำหน้าไปก่อน

            ขณะกำลังเดินไปที่เครื่องถ่ายเอกสารที่อยู่ด้านหน้าใกล้ประตูออฟฟิศนั้น  ปริมเห็นป้าอ๋อยซึ่งกำลังเช็ดกระจกประตูออฟฟิศกำลังเปิดประตูให้ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา  สาวสวย เปรี้ยวมาดมั่นสไตล์เวิร์คกิ้งวูแมน

            ป้าอ๋อย  :  เชิญค่ะคุณนต                   ยิ้มต้อนรับอย่างสุภาพ

            ยศนันท์   :  ขอบคุณค่ะ  คุณนนท์อยู่มั้ยคะ?      ยศนันท์ยิ้มอย่างเป็นกันเองกับป้าอ๋อยเพราะมาบ่อยจนคุ้นเคย

แต่ปริชะงักในความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงนั้นและยังมองที่สาวสวยคนนั้นไม่ละสายตาแต่เท้าไม่หยุดก้าวเดิน

            ป้าอ๋อย  :  อยู่ค่ะ เชิญด้านในค่ะ

ยศนันท์พยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้ป้าอ๋อยและหันมาเพื่อจะเดินเข้ามาด้านในออฟฟิศ ปริมหลบสายตากลับทันทีที่ยศนันท์หันมา พอยศนันท์หันมาก็เห็นสาวสวยค่อนเปรี้ยวกำลังจะเดินสวนมา เธอให้ความสนใจสาวสวยคนนั้นทันทีและเหลือบมองเช่นกัน เมื่อครู่ที่หันมาก็ทันได้เห็นสายตาที่มองเธอและหลบกลับทันทีทันใด ยศนันท์อมยิ้ม.รู้สึกมีอะไรบางอย่างน่าสนใจ  ปริมเหลือบกลับไปมองยศนันท์อีกครั้งในจังหวะที่กำลังจะเดินสวนกันก็เห็นยศนันท์มองอยู่แล้ว  ยศนันท์ยิ้มเล็กน้อยพร้อมพยักหน้าเป็นการทักทายปริมอมยิ้มเล็กน้อยพยักหน้าทักทายตอบ และยศนันท์ก็ยิ้มให้กับน้องพนักงานที่เดินตามหลังปริมมา น้องพนักงานพูดทักทายยศนันท์

            น้องพนักงาน  :  สวัสดีครับคุณนต

            ยศนันท์  :   สวัสดีค่ะ                              พยักหน้า ยิ้มและทักทายตอบกลับ

ขณะที่ยศนันท์กำลังพูดเมื่อครู่ปริมก็หันศีรษะและเหล่หางตาไปทางยศนันท์เล็กน้อยเพื่อฟังเสียงให้ชัดอีกครั้งและหันกลับ.เสียงนั้น.ใช่.เสียงที่เธอได้ยินวันที่เธอโทรมาหานนทวัชร.แต่.เธอคนนี้…ไม่ใช่สิริมา..

      ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

            เมื่อถ่ายเอกสารเสร็จและเดินกลับมาที่โต๊ะ  นาวินก็กลับออกมาจากห้องนนทวัชรแล้วกำลังเตรียมและตรวจดูกระเป๋าและแฟ้มเอกสารให้เรียบร้อยอยู่ที่โต๊ะ  แสดงว่าสาวสวยเมื่อครู่อยู่ในห้องของนนทวัชร  ปริมเอาเอกสารที่ถ่ายเอกสารเรียบร้อยแล้วชุดนั้นไปให้น้องที่โต๊ะแล้วดินเข้าไปหานาวิน

            ปริม :  คุณนาวิน มีอะไรให้ปริมช่วยทำมั้ยคะ?          ยิ้มและถามอย่างมีไมตรี

            นาวิน :  เอ่ออ.ครับ..ว่าจะให้คุณปริมดูงบประมาณและค่าใช้จ่ายจริงของงานอินทีเรียตัวที่ผ่านๆมาไปก่อนน่ะครับ  คือ.แบบศึกษางานไปก่อนน่ะครับ  เดี๋ยวผมให้น้องเอาไปให้ที่โต๊ะ

            ปริม :  ได้ค่ะ        ยิ้มและพยักหน้า แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ เธอไม่จำเป็นต้องมีคำถามว่าทำไมถึงให้เธอมาทำงานที่ออกแบบตกแต่งภายในแทนที่จะเป็นโฆษณา เพราะเธอเต็มใจและตั้งใจเต็มที่ๆจะเรียนรู้งานเพื่อทำงานให้คุณลุงวัชรนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึงยังไงก็ต้องมาเริ่มใหม่หรือนับหนึ่งใหม่

           ……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

      ด้านในห้องทำงานของนนทวัชร

            ยศนันท์  :  สัญญาเช่าออฟฟิศชั้นสามนตเซ็นเรียบร้อยแล้วส่งให้น้องเมย์ไปแล้วนะคะ   ยิ้มหวานตามเคย

            นนทวัชร  :  ขอบคุณมากครับ                     พยักหน้าตอบรับและอมยิ้มเล็กน้อย

ยศนันท์โยกตัวเข้ามามือทั้งสองข้างวางบนโต๊ะและไขว้กันทำหน้าแบบเสียดายอ้อนๆเล็กๆใส่นนทวัชร ที่นั่งเก้าอี้ตรงกันข้าม   

            ยศนันท์  :  เสียดายจังที่ไม่ได้ร่วมงานกัน               อมยิ้ม มองหน้านนทวัชร

            นนทวัชร :  ขอโทษคุณนตด้วยนะครับ คุณแม่ท่านไม่อยากให้ทำงานหนักไปมากกว่านี้ อยากให้มีเวลาพักบ้าง

            ยศนันท์  :  ดีค่ะ แค่นี้คุณนนท์ก็แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแล้ว ….แล้ววันนี้จะออกไปพบลูกค้ากี่โมงคะ?     

            นนทวัชร  :  เดี๋ยวก็ไปแล้วล่ะครับอีกสักสิบนาทีหรือสิบห้านาที  เผื่อเวลารถติดด้วย  

            ยศนันท์  :  อืม.ค่ะ ….    รับทราบสิ่งที่นนทวัชรบอกและมองนนทวัชรที่กำลังเตรียมตัวออกไปพบลูกค้าพร้อมกับนึก..ไปถึงสาวสวยพนักงานคนใหม่ที่เธอเจอเมื่อครู่  อะไรดีๆที่เธอเคยรู้สึกว่ากำลังจะมีก่อนหน้านี้..อาจจะ.ปรากฏแล้วก็ได้..

……………………………….♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………………

 

โพสท์ใน นิยาย | แสดงความเห็น