ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและค่าลดหย่อน ( ภงด.90,91) Part 3

 

DSC01276

ค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับค่าใช้จ่ายลดหย่อนที่นำมาหักจากรายได้ กฏหมายให้หักเพิ่มได้หลังหักจากหักค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการบรรเทาหรือแบ่งเบาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ รายการหักลดหย่อนต่างๆถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันหรือตามภาระหน้าที่ๆสำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เสียภาษีเอง

*หักเพิ่มได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย คือ การหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมดในปีภาษีนั้นแต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นการหักเงินเปล่าไม่ต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบ เช่น

รายได้ทั้งปี  500,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 40 คือ

500,000 x 40% = 200,000  บาท แต่เงื่อนไขของกฎหมายคือไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้นจึงหักได้ 60,000 บาท  หรือ

รายได้ทั้งปี  140,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 40 คือ

140,000 x 40% = 56,000 บาท ดังนั้น กรณีนี้หักค่าใช้จ่ายได้ 56,000 บาท

ณ ปัจจุบันปี 2559 กรมสรรพากรเตรียมเสนอการหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาทเป็น 120,000 บาท คาดว่าจะได้รับการพิจารณาอนุมัติและเริ่มใช้ในปีภาษี 2559 ที่จะยื่นภาษีปี 2560 

หลังจากหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 40 แล้วสามารถหักค่าลดหย่อนได้อีก รายการลดหย่อนสำหรับเสียภาษี ดังรายการต่อไปนี้

  1. ลดหย่อนสำหรับตัวผู้เสียภาษีเอง 30,000 บาท เป็นการหักเงินเปล่าโดยไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหลักฐาน
  2. ลดหย่อนสำหรับสามีหรือภรรยา ( คู่สมรส ) ของผู้เสียภาษี 30,000 บาท

กรณีที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ไม่มีเงินได้ เช่น สามีทำงานบริษัทรับเงินเดือนแต่ภรรยาเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้  เมื่อสิ้นปีสามีเป็นผู้ยื่นเสียภาษีเมื่อหักลดหย่อนสำหรับตนเองในฐานะผู้เสียภาษี 30,000 บาทแล้วสามารถหักลดหย่อนสำหรับภรรยาหรือคู่สมรสได้อีก 30,000 บาท

กรณีที่ 2 ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้หรือคู่สมรสมีเงินได้อื่นๆ เช่น สามีทำงานบริษัทรับรับเงินเดือนและภรรยาเป็นแม่บ้านแต่มีเงินได้จากเงินปันผลในหุ้น  สามีสามารถนำเงินได้จากเงินปันผลในหุ้นของภรรยามารวมกับเงินได้และยื่นเสียภาษีในนามของตน นอกจากสามีจะหักลดหย่อนสำหรับผู้เสียภาษีของตนเองได้ 30,000 บาทแล้วสามารถหักลดหย่อนสำหรับภรรยาได้อีก 30,000 บาท

3.ลดหย่อนสำหรับบุตรและการศึกษาของบุตร 3 คน  บุตรต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายรวมบุตรบุญธรรมแต่ต้องไม่เกิน 3 คน และอายุต้องไม่เกิน 25 ปีและกำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทยและบุตรต้องไม่มีรายได้เกิน 15,000 บาท

ลดหย่อนสำหรับบุตร 3 คนๆละ  15,000  บาท  หากบุตรทั้ง 3 กำลังศึกษาอยู่หักลดหย่อนสำหรับค่าการศึกษาได้อีกคนละ 2,000  บาท  รวมหักลดหย่อนสำหรับบุตรคนละ  17,000 บาท

* หากทั้งสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้และแยกกันยื่นเสียภาษี ให้ทั้งคู่สามารถหักค่าลดหย่อนสำหรับบุตรได้คนละ 17,000 ต่อบุตรหนึ่งคน

* หากทั้งสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้และยื่นภาษีรวมกันโดยยื่นในนามคนใดคนหนึ่ง ให้ผู้ที่ยื่นเสียภาษีสามารถหักลดหย่อนสำหรับบุตรหนึ่งคนได้ 34,000 บาท

4.ลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตหักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และกรมธรรม์ต้อง 10 ปีขึ้นไป หักได้เฉพาะค่าเบี้ยประกันส่วนที่เพิ่มเติมจากเบี้ยประกันหักไม่ได้  โดยหากเบี้ยประกันชีวิตเกิน 100,000 บาท ให้หักในส่วนแรกก่อน 10,000 บาท ส่วนอีกที่เหลือแต่ไม่เกิน 90,000 บาท หักได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้วและมีเงินได้สุทธิที่จะชำระภาษีคงเหลือให้หัก

5.ลดหย่อนสำหรับเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหักได้ตามที่จ่ายจริง  หากสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้และแยกยื่นเสียภาษีให้หักได้ในส่วนของตน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีเงินได้แต่เป็นผู้ประกันตนและนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวเช่นกัน  ให้ภรรยาหรือสามีที่เป็นผู้มีเงินได้และยื่นเสียภาษีนำเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของอีกฝ่ายมาหักลดหย่อนได้

6.ลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่พักอาศัยหักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท  ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ เช่าซื้อ บ้าน อาคารชุด คอนโด อาคารพาณิชย์ สิ่งปลูกสร้างสำหรับพักอาศัย

* หากสามีหรือภรรยาต่างฝ่ายต่างทำงานรับเงินเดือนและแยกยื่นภาษี แต่มีชื่อร่วมกันกู้ยืมให้หักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงทั้งคู่แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

* หากสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ทำงานรับเงินเดือนหรือมีรายได้แต่มีชื่อร่วมกันกู้ยืม ให้สามีหรือภรรยาผู้มีรายได้และเป็นผู้ยื่นเสียภาษีสามารถหักลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

* กรณีร่วมกันกู้ยืมหลายคนให้เฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามส่วนผู้กู้หรือเท่าๆกันตามที่จ่ายไปจริงแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

7.ลดหย่อนสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและบิดามารดามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาทไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาของผู้เสียภาษีเองหรือบิดามารดาของคู่สมรส รวมกันไม่เกิน 4 คนหรือไม่เกิน 120,000 บาท โดยบิดามารดาของผู้เสียภาษีและคู่สมรสต้องออกหนังสือรับรองว่าบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนเดียว  นั่นหมายความว่าหากมีบุตรหลายคนใช้สิทธิ์ได้คนเดียวเท่านั้นโดยใช้แบบ ล.ย.03 ของกรมสรรพากรได้

click ที่ตัวอักษร ⇒       www.rd.go.th

8.ลดหย่อนสำหรับอุปการะบุคคลทุพพลภาคหรือพิการได้คนละ 60,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา คู่สมรสหรือบุตรบุญธรรมของผู้เสียภาษีโดยบุคคลพิการดังกล่าวต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีและต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้เสียภาษี

9.เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

10.เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา เงินที่จ่ายไปเพื่อสนับสนุนการศึกษาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆแล้ว

11.เงินบริจาค ต้องเป็นเงินบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ เช่น บริจาคให้กองทุนคุ้มครองเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือ บริจาคให้กองทุนส่งเสริมจัดสวัสดิการสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เป็นต้น หักได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆแล้ว

12.เงินที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ อาคารพร้อมที่ดิน ห้องชุดในอาคารชุดหรือคอนโดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันแล้วเสร็จ ระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ให้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ร้อยละ 20 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยให้เฉลี่ยหักลดหย่อนได้เป็นเวลา 5 ปีๆละเท่าๆกัน   โดยผู้เสียภาษีที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนนี้ต้องไม่เคยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมรัพย์ใดมาก่อน

13.ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หักลดหย่อนได้ร้อยละ 15 ของรายได้ทั้งหมดในปีภาษีนั้นแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ในปีภาษีที่ซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น

14.ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2558 ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว เช่น ค่าโรงแรมที่พัก ค่าบริการนำเที่ยว หรือมัคคุเทศก์ แพ็คเกจทัวร์ต่างๆ

15.ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2558 ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7  การซื้อสินค้าและบริการนี้ไม่รวม การซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ ก๊าซ น้ำมันสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ

เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี

  • เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายจริงส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท
  • เงินสะสมกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ ( กบข. ) ตามที่จ่ายจริง
  • เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ( กอช. ) ตามที่จ่ายจริง
  • เงินสะสมกองทุนสงเคราห์ครูโรงเรียนเอกชน ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,00 บาท
  • กรณีผู้มีเงินได้เป็นคนพิการที่มีอายุไม่เกิน 65 ปีหรือเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 190,000 บาท

โดยเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีนี้ ให้นำไปหักจากรายได้ทั้งหมดก่อนแล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ  นอกจากนี้เงินได้สุทธิหลังจากหักรายการต่างๆข้างต้นแล้วยังหักได้อีก 150,000 บาท เพราะเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษี  150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี

 

***** ****** ******* ******** *********

ข้อความนี้ถูกเขียนใน บทความ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.