นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนหนึ่ง

credit pic ภาพวาดประกอบ muslimthaipost.com ตัดภาพบางส่วน เจ้าชายดับดุล มาทีน แห่งราชวงศ์บรูไน

      ♥  ♥ ♥ ♥♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥

             แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลงในช่วงเวลาบ่ายแก่ๆราวสี่โมงเย็นใกล้จะเลิกงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงของวันศุกร์ “ นนท์  นนทวัชร  วัชระพงษ์พันธ์ “  วัย 38 ปีกำลังคร่ำเคร่งกับแฟ้มเอกสารสามสี่แฟ้มบนโต๊ะ กับภาระและตำแหน่งหน้าที่ทางการงานที่ต้องรับผิดชอบในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวและเป็นทายาทเพียงคนเดียว  ตึกที่ทำงานขนาดสูงสิบห้าชั้นที่เป็นเจ้าของกับธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจรับออกแบบตกแต่งภายในอยู่ท่ามกลางตึกสูงอีกหลายร้อยแห่งในกรุงเทพมหนาคร

           ตรวจเอกสารในแฟ้มและพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อคุณภาพของงานในภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นในปัจจุบัน เขาทุ่มเททุกอย่างเต็มที่เพื่อธุรกิจนี้เพราะมันคือความไว้วางใจจากคุณพ่อผู้ริเริ่มมาเมื่อราว 25 ปีก่อนตั้งแต่เขาอายสิบสาม  เขาเห็นคุณพ่อเหนื่อยและทุ่มเทขนาดหนักจากออฟฟิศเล็กๆในอาคารพานิชจนกระทั่งสามารถเป็นเจ้าของที่ดินขนาดสามสิบไร่และสร้างตึกแห่งนี้  แม้จะไม่ได้อยู่ในย่านใจกลางธุรกิจที่มีชื่อของกรุงเทพฯแต่มูลค่าที่คุณพ่อเขาสร้างขึ้นมานั้นคือ ความภูมิใจที่เขามีต่อคุณพ่อของเขา  ทั้งท่านยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนและผลักดันเขาอยู่เบื้องหลังรวมทั้งให้คำแนะนำคำปรึกษาต่างๆซึ่งส่งให้เขาดำรงอยู่ในตำแหน่งนี้มาเป็นปีที่หกแล้ว   

           แม้จะเป็นผู้บริหารสูงสุดของกิจการของครอบครัวแต่เขายังมีธุรกิจร้านอาหารที่มีสาขาสิบสาขาในพื้นที่ทั่วไปสี่สาขาและตามห้างสรรพสินค้าอีกหกสาขาที่เขาหุ้นกับเพื่อน   นอกจากเรียนจบทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์กับการตลาดแล้วยังเคยเข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งไทยและฝรั่งมาหลายคอร์ส  เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทำอาหารเนื่องจากตอนเด็กเคยช่วยคุณแม่ทำอาหารบ่อยๆเพราะคุณแม่เป็นแม่บ้านที่เข้าครัวทำอาหารให้เขากับคุณพ่อรับประทานเป็นประจำ ฝีมือทำอาหารของคุณแม่คือรสชาติที่นนท์โปรดปรานมากที่สุด หากพอมีเวลาว่างบ้างในวันหยุดเขาก็จะเข้าครัวทำอาหารว่างให้คุณพ่อกับคุณแม่รับประทาน นอกจากทำอาหารเก่งเหมือนคุณแม่แล้วดูท่าจะได้พันธุกรรมฝั่งคุณแม่มาเยอะ ชายหนุ่มมีผิวพรรณขาวและผมเข้มดกดำกับความสูงราว 185 เซนติเมตร 

          ดูเอกสารมาราวเกือบครึ่งชั่วโมงแฟ้มแรกของแผนกการตลาดก็ยังไม่เสร็จแต่ก็เหลืออีกสักสองถึงสามชุดแต่ยังมีอีกสองแฟ้มที่ต้องดูต่อ  เสียงเคาะประตูดังสองครั้งยังไม่ทันได้เงยหน้าประตูก็ถูกเปิดออกชายสูงวัยเดินเข้ามา พอเห็นว่าเป็นใครนนทวัชรจึงลุกขึ้นยืนแต่มือยังถือปากกาอยู่

“ พ่อว่าจะกลับก่อนนะลูก วันนี้วันศุกร์รถคงติดยาวแน่ๆ “     คุณวัชร  วัชรพงษ์  วัชระพงษ์พันธ์ ยิ้มบอกลูกชายเสียงอ่อนโยน

“ ครับคุณพ่อ  อีกสักสองชั่วโมงผมก็ว่าจะกลับจะเอางานกลับไปทำที่บ้านด้วย “   

“ กลับไปให้ทันทานข้าวเย็นที่บ้านนะอย่าให้แม่เขารอนาน “         พูดไปยิ้มไป

“ แน่นอนครับ  “   นนทวัชรรับคำคุณพ่อแล้วยิ้ม  วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เขารับปากกับอัญชนาผู้เป็นแม่ว่าจะกลับไปให้ทันทานอาหารเย็นที่บ้านจึงไม่รับนัดกับใคร

          วัชรพงษ์ยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายกับความเป็นห่วงเป็นใยที่ลูกเข้ามารับภาระในการเป็นผู้บริหารที่ต้องสืบทอดกิจการ   เขารู้ดีว่าลูกมีความรับผิดชอบและเหนื่อยขนาดไหนเขาถึงยังไม่วางมือและยังมีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารอยู่  ไม่ใช่เพราะว่าลูกไม่มีความสามารถซึ่งมันได้พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วตลอดหกปีที่ผ่านมา  แต่เป็นเพราะยังอยากอยู่สนับสนุนและคอยเป็นกำลังใจให้ลูกแม้นนท์จะบอกหลายครั้งแล้วว่าให้พ่อหยุดทำงานและพักผ่อนได้แล้วก็ตาม  พ่อลูกยิ้มอ่อนโยนให้กันแล้ววัชรพงษ์ก็เดินออกจากห้องไปนนทวัชรมองตามคุณพ่อจนประตูห้องทำงานถูกปิดลงจึงนั่งลงทำงานต่อ.

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

          สายวันต่อมาเสาร์วัชรพงษ์มีนัดไดร์ฟกอล์ฟกับอาธร  อาธร  เมฆนุสรณ์  หนึ่งในกรรมการบริหารที่ร่วมงานกันมาสิบเก้าปี  อาธรเป็นเพื่อนของเพื่อนร่วมก๊วนตีกอล์ฟเดียวกันและคุยกันถูกคอเลยชวนให้มาร่วมงานด้วย  โดยอาธรเข้ามาดำรงตำแหน่งแรกในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาดและคอยเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจกับวัชรพงษ์เสมอมา  วันนี้มากันสองคน

          วัชรพงษ์ :  วันนี้แดดออกจะแรงสักหน่อย ท่าจะไม่ไหวซะละผมน่ะ ฮ่าๆ      พูดขำๆแบบอ่อนแรงเพราะแดดร้อนจัด

          อาธร : ผมก็เหมือนกัน อากาศก็ร้อนอบอ้าวอะไรขนาดนี้     อาธรพูดปนขำๆไป   “ ถึงจะเป็นกีฬาที่ชอบก็เถอะถ้าอากาศร้อนขนาดนี้ผมก็ไม่ไหวขอบายเหมือนกันนะครับ ฮ่ะๆ  ดีแล้วที่ตานนท์ไม่มา “  อาธรพูดพร้อมกับหัวเราะไปเช่นเดียวกันกับวัชรพงษ์ก็หัวเราะเช่นกัน

          วัชรพงษ์ : นี่ไม่ใช่กีฬาที่ตานนท์เขาชอบเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่ว่ามากับลูกค้าตานนท์ไม่เข้าสนามกอล์ฟแน่ๆ        วัชรพงษ์พูดปนขำ

          อาธร : ครับ  ดีแล้วที่พักผ่อนอยู่บ้านเมื่อวานเห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดเกือบทั้งวัน

          วัชรพงษ์ :  อื้ม เอางานกลับมาทำที่บ้าน เมื่อวานรีบเคลียร์งานแต่ไม่เสร็จ

          อาธร :  ออครับ ช่วงนี้ตานนท์คงต้องเหนื่อยมากหน่อยได้งานมาสองโปรเจค  แต่จริงๆก็เหนื่อยตลอดล่ะ ไหนจะร้านอาหารอีก       อาธรพยักหน้ารับทราบสิ่งที่วัชรพงษ์พูด

วัชรพงษ์ยิ้มเล็กน้อยรับคำว่าครับ ก่อนนิ่งไปครู่หนึ่งรอจังหวะพูด

          วัชรพงษ์ : เอ่อ แล้วเรื่องที่เราเคยคุยกันก่อนหน้านี้ อาธรได้ลองเกริ่นๆอะไรกับหนูปริมเขาไปบ้างหรือยัง ?

          อาธร : ยังครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรกับลูกเลย               พูดพร้อมกับทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย 

วัชรพงษ์อยากให้ปริม  เมฆนุสรณ์ ลูกสาวคนโตของอาธรซึ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์เข้ามาร่วมงานที่บริษัทฯแต่ขณะนี้ปริมทำงานที่อื่น  อาธรมีลูกสองคนๆเล็กเป็นผู้ชายและกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่สี่ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์

          วัชรพงษ์ : ผมอยากให้อาธรลองพูดหากไม่รังเกียจกัน     พูดพลางมองหน้าอาธรและยิ้มเล็กน้อย

          อาธร : ไม่หรอกครับไม่ใช่แบบนั้น       อาธรรีบพูด   “ ลูกสาวผมเขามีอีโก้ส่วนตัวเขานิดหน่อยและรั้นด้วยคุณวัชรก็คงรู้ ฮ่ะๆ ขนาดตอนฝึกงานเขายังไม่มาฝึกกับเราเลย…แต่ยังไงผมจะหาโอกาส  เหมาะๆพูดกับปริมเขาดูนะครับ

          วัชรพงษ์ :  อื้มดี  หากได้หนูปริมมาช่วยงานตานนท์ผมจะดีใจมากเลย    พยักหน้ารับทราบและยิ้มรับ    ” เร็วๆหน่อยก็ดีนะผมรออยู่ ”    วัชรพงษ์พูดยิ้มๆดวงตาเหมือนมีความหวังและอยากให้สิ่งที่ตนคาดหวังมีความเป็นไปได้อาธรก็เช่นเดียวกัน.

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

          บ่ายวันอาทิตย์ นนทวัชรเข้าไปที่ร้านอาหารสาขาแห่งหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้าเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าเรื่องการบริการของพนักงาน  ร้านอาหารของนนทวัชรเกิดจากความชื่นชอบในการชิมและการทำอาหารและการหาอาหารอร่อยๆรับประทานอยู่บ่อยครั้งของนนทวัชรกับพิษณุเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยม  แม้นเรียนจบมัธยมต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนต่างประเทศแต่ก็ยังติดต่อและไปมาหาสู่กันเสมอจนกระทั่งกลับมาอยู่เมืองไทย  พิษณุกับพี่น้องดูแลธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออกของครอบครัวซึ่งตั้งอยู่ในย่านนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑลไม่ไกลจากกรุงเทพฯ  วันนี้พิษณุมีประชุมกับผู้จัดการฝ่ายต่างๆของบริษัทฯเรื่องงานคงมาไม่ทันนนทวัชรจึงมาที่ร้านคนเดียว  แม้จะเป็นปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่นนทวัชรและพิษณุก็ให้ความสำคัญเพราะมองว่ามันคือหัวใจสำคัญหนึ่งของการทำร้านอาหาร  เมื่อทำความเข้าใจกับผู้จัดการร้านและพนักงานที่ได้รับการร้องเรียนเรียบร้อยก็นั่งทำงานในร้านอาหารต่อเสร็แล้วก็ขับรถตรงไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ย่านชานเมืองเพื่อพบกับ   “ ไหม   สิริมา   พัฒนะถากรกุล“  เพื่อนสนิทอีกหนึ่งคนที่เป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกันตั้งแต่มัธยมและเป็นอดีตคนรัก

           นนทวัชร : ขอโทษทีที่มาช้า รอนานมั้ยครับ?          นนทวัชรยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับถาม

           สิริมา     :  ไม่ค่ะ  ไหมก็พึ่งมาได้สักห้าหกนาที       สิริมาตอบพร้อมกับยิ้มมีความสุขและดีใจมาก  หญิงสาวสวยอ่อนหวานสวมชุดเดรสสีสวยโดยมีเสื้อคลุมสีเข้ากันสวมทับ

           นนทวัชร :  ครับ  งั้นสั่งอาหารกันเลยนะจะได้ไม่เสียเวลาของไหมมาก จะได้รีบกลับบ้าน

           สิริมา :  แหม  พึ่งมาก็รีบไล่ไหมเลยนะ   ใช่ว่าจะได้มาทานอาหารกันสองคนแบบนี้บ่อยๆ    ยิ้มและเย้าแหย่อดีตคนรักเล็กน้อย

นนทวัชรชะงักในใจเล็กน้อยกับคำพูดของสิริมา  เขากับไหมเริ่มคบหากันหลังจากกลับจากไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศตอนนั้นทั้งเขาและไหมอายุ  28 ปีด้วยกันทั้งคู่  เขากับไหมเรียนปริญญาตรีที่เมืองไทยแต่เรียนกันคนละที่ส่วนพิษณุไปเรียนต่อต่างประเทศทันทีหลังจากเรียนจบมัธยม  และทันทีที่เรียนจบปริญญาตรีเขาก็เข้าทำงานที่บริษัทโฆษณาของคุณพ่อและหลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ  ส่วนไหมได้ข่าวว่าหลังเรียนจบปริญญาตรีก็เข้าทำงานที่บริษัทผลิตและส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งซึ่งทราบว่าครอบครัวของไหมรู้จักกับเจ้าของบริษัทและไหมได้แต่งงานกับลูกชายคนโตของเจ้าของบริษัทนั้นไปเมื่อห้าปีที่แล้วหลังคบกับเขาได้ห้าปีด้วยเหตุผลทางครอบครัว  นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เขากับไหมเลิกกันและตอนนี้ชีวิตคู่ของไหมกำลังมีปัญหา จริงๆแล้วมีปัญหามาพักหนึ่งนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลเช่นกันที่ ณ ขณะนี้เขามานั่งรับประทานอาหารกับเธอ รับฟังและให้คำปรึกษาเท่าที่จะทำได้ให้กับเธออดีตคนรักและเพื่อน

         นนทวัชร :  ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ  เกรงใจและไม่อยากให้ใครพูดถึงไหมในทางที่ไม่ดี   นนทวัชรพยายามพูดแบบกลางๆแต่มันเป็นความรู้สึกจริงใจแบบนั้นจริงๆ ถึงแม้เขากับไหมจะเลิกคบหากันในฐานะคนรักแต่ก็เป็นเพื่อนกันมาก่อนและในตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันและเขาเองก็มีความรู้สึกปรารถนาดีและเป็นห่วงเธอเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ชีวิตครอบครัวของเธอกำลังมีปัญหา

          สิริมา :  ขอบคุณค่ะที่เป็นห่วงไหม     สิริมาพูดและยิ้มอย่างดีใจซึ่งในใจลึกๆของเธอมีความสุขมากที่ได้มานั่งทานอาหารสองคนกับนนท์อีกครั้ง  นนท์คนที่เธอรักมาตลอดเธอจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาและบอกความรู้สึกกับเขาหลังจากที่เขากลับมาจากต่างประเทศได้พักหนึ่งและมีโอกาสได้เจอกันในงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนๆและเธอดีใจมากที่เขาตอบรับความรู้สึกของเธอ  แต่เหมือนมีอะไรเล่นตลกหรือฟ้ากลั่นแกล้งที่ทำให้ชีวิตเธอเป็นแบบนี้ ต้องเลิกกับผู้ชายที่เธอรักมาตลอดและแต่งงานกับคนอื่นเพื่อครอบครัว  และตอนนี้เธอกับสามีก็มีปัญหาระหองระแหงและแยกกันอยู่รอตัดสินใจเรื่องหย่า ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าดีไหมที่ไม่มีลูกด้วยกัน และตั้งแต่ที่เธอกับสามีมีเริ่มมีปัญหากัน  นนท์ คือคนแรกที่เธอนึกถึงและคอยปรึกษาและเล่าปัญหาชีวิตให้ฟังมาโดยตลอด  และนนท์ก็คอยรับฟังปัญหาและให้กำลังใจเธอมาตลอดเช่นกัน

สิริมามองนนทวัชรซึ่งกำลังเปิดดูเมนูอาหารและเผลอยิ้มอย่างที่เธอไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกได้ว่า เหมือนความรู้สึกดีๆแบบเดิมกลับคืนมา

นนทวัชรแยกกับสิริมาตอนสามทุ่มเศษและกลับมาถึงบ้านเห็นคุณพ่อคุณแม่กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นจึงเดินเข้าไปคุยด้วย

           อัญชนา :  กลับมาแล้วเหรอลูก?  ไปทานอะไรกันมาอร่อยมั้ย?    อัญชนาถามลูกชายพร้อมกับยิ้มอ่อนโยน นนทวัชรเดินเข้ามานั่งลงตรงโซฟาตัวเดียวกับคุณแม่พร้อมกับพูดยิ้มๆปนอ้อนๆว่า

          นนทวัชร : อร่อยครับ  แต่.สู้ฝีมือคุณแม่ไม่ได้         

          อัญชนา : หืม แต่ก็ยังไปทานข้างนอกปล่อยให้พ่อกับแม่ทานข้าวกันสองคน    อัญชนาพูดยิ้มๆเชิงกระเซ้าเย้าแหย่ลูกชาย  เธอดีใจหากลูกจะออกไปหาเพื่อนๆบ่อยขึ้นหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้หญิงคนใหม่เข้ามาทำให้หัวใจของเขากระชุ่มกระชวยหรือมีความสุข  เขาเป็นคนเคร่งขรึมมีความเป็นส่วนตัวสูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรและตั้งแต่เข้ามาช่วยคุณพ่อของเขาทำงานและเลิกกับสิริมาไปยิ่งทำให้เขาเอาแต่ทุ่มเทกับงานและร้านอาหารจนแทบจะไม่มีเวลาให้แม้แต่กับตัวเขาเอง   นี่ก็เห็นว่ากำลังสนใจจะทำธุรกิจใหม่เพิ่มอีกอย่าง  เธออยากให้มีใครสักคนเข้ามาทำให้ลูกของเธอมีความสุขและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

           นนทวัชร : คร้าบบ  เพื่อนเขากำลังมีปัญหาส่วนตัวน่ะฮะ เลยอยากเป็นกำลังใจให้  เขาจะได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง      พูดเย้าแหย่คุณแม่เล็กน้อยและยิ้ม

           อัญชนา : จ้า  ใส่ใจงานใส่ใจเพื่อนก็อย่าลืมใส่ใจตัวเองด้วยนะลูก ต้องให้ความสุขกับตัวเองบ้าง  พูดพร้อมกับยิ้มอ่อนโยนให้ลุกชาย

วัชรพงษ์เหลือบมองสองแม่ลูกคุยกันไปดูทีวีรายการโปรดยิ้มๆไปโดยไม่พูดแทรก  สักครู่นนทวัชรก็ขอตัวขึ้นไปอาบน้ำและทำงานต่อเล็กน้อยเพราะพรุ่งนี้ก็เช้าวันจันทร์ทำงาน อัญชนามองตามลูกชายอย่างอ่อนโยนทั้งรักและเห็นใจลูก

          วัชรพงษ์ :  ลูกจะมีเพื่อนจะมีใครหรือไม่มีก็คงไม่เป็นไรหรอกน่า ดีซะอีกอยู่เป็นเพื่อนเรา อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกนี่แหล่ะดูแลกันและกันเอง         วัชรพงษ์พูดยิ้มๆปนขำๆหยอกภรรยา

          อัญชนา :  ฉันก็อยากให้ลูกมีความสุขในเรื่องส่วนตัวของลูกบ้างนี่คะคุณ  ดูสิเอาแต่ทำงานแล้วพอเพื่อนมีปัญหาก็รีบไปหา  บางทีเราก็ต้องให้ความสำคัญกับตัวเองบ้างน่ะคุณ      อัญชนาพูดแต่ยังมองตามลูกชายที่เดินพ้นประตูออกไปแล้วและพูดต่อเสียงเบาลงเหมือนบ่น  “ เราก็แก่ลงทุกวัน..ไม่รู้จะอยู่กับลูกไปได้อีกนานแค่ไหน “    พูดเสร็จก็ถอนหายใจบาๆ  วัชรพงษ์เลิกคิ้วอมยิ้มมองภรรยาครู่หนึ่งก็หันไปดูรายการทีวีต่อ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

            สิริมากลับมาถึงคอนโดอย่างมีความสุขและมีความหวังในใจทำให้เธอมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกับชีวิตและปัญหาในชีวิตของเธอที่ต้องตัดสินใจ  ตั้งแต่ทะเลาะกันอย่างรุนแรงครั้งล่าสุดกับสามีเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่สะสมมามันถูกระบายออกมา..เหมือนระเบิดเวลา  เธอเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านสามีมาอยู่ที่คอนโดทันที ราวสามสัปดาห์แล้วที่เธอพยายามไม่ติดต่อใดๆกับกฤษณะสามีของเธอนอกจากตกลงเรื่องหย่า  ดูเหมือนว่าเธอไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรอีกแล้ว  เธอเลือกที่จะอยู่ที่คอนโดคนเดียวส่วนพ่อกับแม่ของเธอพักที่บ้านย่านชานเมือง  โทรศัพท์มือถือดัง!  สิริมานิ่งเล็กน้อยเพราะรู้ว่าเสียงโทรศัพท์นั้นเป็นสามีที่กำลังรอการหย่าโทรมา  เธอตั้งสายเรียกเข้าสำหรับเบอร์เขาเป็นเสียงนั้น สิริมาไม่รับสาย..สักพักก็คงเงียบไปเอง…  แม้นรับสายก็คงมีแต่ชวนทะเลาะและพูดจาประชดประชันกัน ที่แน่ๆเขาคงรู้ว่าเธอพึ่งไปทานอาหารเย็นกับนนท์มา  สิริมาเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อจะได้อาบน้ำและพักผ่อนปล่อยให้โทรศัพท์ดังอย่างไม่ใส่ใจ  เมื่อเสียงโทรเข้าเงียบไปได้ไม่นานก็มีเสียงข้อความแชทดังสองครั้งถึงกระนั้นเธอก็ไม่ยี่หระ.

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

          วันจันทร์และทุกวันทำงานของนนทวัชรก็ไม่แตกต่างกันเพราะงานของเขายุ่งอยู่ตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเนื้อหางานบางส่วนเขาต้องการดูอย่างละเอียดและทำความเข้าใจกับมันเพื่อที่จะได้รู้ในงานนั้นๆหากมีปัญหาจะได้เข้าใจปัญหาและแก้ไขได้ตรงจุดหรือดีขึ้น  บางครั้งทั้งงานออกแบบตกแต่งภายในและงานโฆษณานนทวัชรจะทำและนำเสนอต่อลูกค้าด้วยตนเอง  เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์เพราะชื่นชอบในด้านนี้  เขาพยายามจัดสรรเวลาให้ร้านอาหารอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยให้มีเวลาเข้าไปดูสามถึงสี่ครั้งต่อสัปดาห์หรือสัปดาห์ละสามถึงสี่สาขาหลังเลิกงานและวันหยุด  ทั้งช่วยกันดู แยกกันดูกับพิษณุแล้วแต่เวลาจะตรงกัน

 เสียงเคาะประตูดังขึ้น เมย์ เลขาหน้าห้องเปิดประตูเข้ามา

          เมย์  : คุณนนท์คะ  คุณนตมาพบค่ะ

          นนทวัชร : ครับ ให้เข้ามาได้เลย           นนทวัชรพยักหน้า

          “ นต “ ยศนันท์  โสดาบุตร   ครอบครัวของเธอทำธุรกิจทอผ้ามีออฟฟิศอยู่ที่ชั้นห้าของตึกนี้ ยศนันท์จะเข้ามาช่วยครอบครัวดูงานเป็นครั้งคราวเพราะมีน้องชายกับคุณพ่อดูแลอยู่  เธอเรียนจบด้านการออกแบบและไปเรียนด้านการออกแบบเพิ่มที่ต่างประเทศและใช้ชีวิตที่นั่นหลายปี  เธอเป็นเจ้าของห้องเสื้อที่มีชื่อเป็นของตัวเองที่ห้างสรรพสินค้าสองสาขาและทั้งสองสาขานั้นก็อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเดียวกับที่นนทวัชรมีสาขาร้านอาหารของเขาอยู่แต่นนทวัชรไม่ทราบ  แม้เธอจะมีธุรกิจที่ทำเป็นของตัวเองแต่เธอก็มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจทอผ้าของครอบครัว    แน่นอนเธอเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูง สวยและเปรี้ยวมีสไตล์ของตัวเองและมีความเป็นผู้ใหญ่สมวัย  ไม่นานสาวสวยเดินเข้ามาในชุดเดรสกระโปรงสั้นเข้ารูปแต่สวมเสื้อสูททับ ผมดัดลอนถูกรวบแบบหางม้า เธอแต่งหน้าสวยจัดตลอด

          ยศนันท์ : สวัสดีค่ะคุณนนท์  นตเห็นว่าใกล้เที่ยงเลยว่าจะมาชวนคุณนนท์ไปทานอาหารน่ะค่ะ หญิงสาวพูดด้วยความอารมณ์ดีและยิ้มหวานให้พร้อมกับเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับนนทวัชร

          นนทวัชร : สวัสดีครับ  เชิญนั่งฮะ     พูดเสียงปรกติ พยักหน้าและอมยิ้มตอบกลับ   “ อื่มม.. ขอบคุณๆนตมากกนะครับที่มาชวนแต่ผมคิดว่าผมอยากเคลียร์งานแฟ้มนี้ให้เสร็จก่อนไปทานข้าวน่ะฮะ คงจะใช้เวลาพอสมควร ”  

          ยศนันท์ : ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้สักเที่ยงครึ่งหรือใกล้บ่ายก็ได้หรือให้งานคุณนนท์เสร็จก่อนค่อยไปก็ได้ นตรอได้ค่ะ        พูดเสร็จก็ยิ้มหวานให้อีก

          นนทวัชร :  ครับ ถ้าคุณนตไม่รีบ  แล้ววันนี้จะอยู่ที่นี่ทั้งวันเหรอครับ?

          ยศนันท์  :  ไม่ค่ะ  ทานข้าวกับคุณนนท์เสร็จนตจะเข้าไปที่ร้าน  นตจ้างดีไซเนอร์มาประจำที่ร้านคนหนึ่งเลยให้เขาออกแบบงานและตัดเย็บให้ดูคะ ก็เลยจะเข้าไปดูผลงานของเขา

          นนทวัชร : อ้อครับ     นนทวัชรพูดไปพยักหน้ารับทราบไปพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดต่อ  “ งั้นนั่งรอสักครู่ก่อนนะครับขอผมทำงานต่อให้เสร็จก่อน “      

          ยศนันท์ :  ค่ะ           รับทราบและยิ้มหวานให้

พูดเสร็จก็ลุกขึ้นและเดินไปนั่งลงตรงโซฟารับแขกที่อยู่ทางด้านซ้ายมือเยื้องกับโต๊ะทำงานของนนทวัชรเล็กน้อยแล้วหยิบแก้วน้ำดื่มที่เมย์พึ่งยกเข้ามาวางไว้เมื่อครู่ขึ้นมาดื่มพร้อมกับมองนนทวัชรที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยแววตาเป็นประกายอย่างมีความพึงพอใจ

วัชรพงษ์กับอาธรที่กำลังจะลงไปรับประทานอาหารจึงจะชวนนทวัชรไปด้วย แต่เห็นว่ากำลังมีแขกแต่ยังไม่ทราบว่าใครเลยถามเมย์ขณะเมย์กำลังเดินกลับมาที่โต๊ะหลังจากเอาถาดวางแก้วน้ำไปเก็บ

          วัชรพงษ์ : คุณนนท์มีแขกเหรอ?

          เมย์       : ค่ะ  คุณนต ลูกสาวนักธุรกิจที่อยู่ชั้นห้าน่ะค่ะ  เธอคงจะมาชวนคุณนนท์ไปทานอาหารกลางวันด้วยกันค่ะ         พูดเสร็จก็ยิ้ม

          วัชรพงษ์ :  อ๋อ  มาบ่อยมั้ย?           ถามแบบอยากรู้ความเคลื่อนไหวเล็กน้อย

          เมย์ :   เอ่ออ.ค่ะ  ระยะหลังๆมานี้คุณนตเธอมาค่อนข้างบ่อยขึ้นค่ะ ก็.เห็นมีออกไปข้างนอกกันบ้างบางครั้งค่ะ     เมย์พูดไปแบบคิดว่าไม่จำเป็นต้องปกปิดเพราะเจ้านายของเธอก็เป็นหนุ่มโสดรูปร่างหน้าตาดีและเป็นเรื่องธรรมดาหากจะมีผู้หญิงหรือสาวสวยมาชอบพอ

          อาธร :  วันนี้ตานนท์คงไม่ได้ไปทานอาหารกลางวันกับเราแล้วล่ะครับ เราไปกันเถอะ     อาธรพูดแบบสรุป

          วัชรพงษ์ :  อืมม  ครับบ..ป่ะ    วัชรพงษ์พูดพร้อมกับพยักหน้าตอบรับและเดินออกไปพร้อมอาธร

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

 

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.