นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนสอง

      ราวสามทุ่มเศษที่บ้านเมฆนุสรณ์  อาธรกับ “นุช “ นุชนันท์  เมฆนุสรณ์  ภรรยา  กำลังนั่งดูรายการทีวีที่ห้องนั่งเล่นและรอลูกสาวคนโตกลับบ้าน  ส่วน “ ปาน “  ปราชญ์  เมฆนุสรณ์  ลูกชายคนเล็กทำอยู่บนห้อง  เสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านไม่นานก็วิ่งเข้ามาภายในบริเวณบ้าน  อาธรกับนุชนันท์ชะเง้อรอที่จะได้เห็นว่าลูกจะเดินเข้ามา สักพักรูปร่างเพรียวๆสูงพอประมาณตามมาตรฐานหญิงไทยก็ปรากฏขึ้นทั้งคู่ดีใจที่ลูกเลิกงานและกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย   “ ปริม “ ปริม  เมฆนุสรณ์   ลูกสาวคนโต เธอเป็นคนอัธยาศัยดี น่ารัก ร่าเริงและออกจะโก๊ะเล็กๆบ้าง ความร่าเริงและอารมณ์ดีคงได้จากทั้งพ่อและแม่  เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นตามวัยและส่วนหนึ่งเพราะเรื่องการทำงาน หญิงสาวสวมชุดสูทกางเกงสีเทา แต่เสื้อสูทถูกถอดออกและเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวด้านในนั้นถูกพับแขนขึ้นมาครึ่งศอก แต่งหน้าบางๆ

       ปริม :  รอปริมอยู่เหรอคะ  กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยค่ะ    พูดเชิงกระเซ้าเย้าแหย่กับพ่อแม่เพราะรู้ว่าเป็นห่วงมากพร้อมกับเดินมานั่งข้างๆอาธรผู้เป็นพ่อและกอด  อาธรยิ้มเอามือตบศีรษะลูกสาวเบาๆยิ้มอ่อนโยนพูดกับลูก

       อาธร :  เหนื่อยมั้ยลูก                      ปริมยิ้ม

       ปริม :  นิดหน่อยค่ะ                                 ทำเสียงทำหน้าขี้อ้อนเล็กๆ เย้าแหย่พ่อ

       อาธร :  แล้วที่โทรมาบอกว่าจะทานข้าวที่ออฟฟิศนั้นทานอะไรกัน?

       ปริม :  ก็เป็นขนมปังกับนมน่ะค่ะป๊า  และก็..ปริมกินนมเปรี้ยวเพิ่มอีกขวด   หญิงสาวพูดยิ้มๆ

       นุชนันท์ :  แค่นั้นเหรอ?   แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าทานหรอกลูก มันจะอิ่มท้องได้ยังไงทำงานหนักขนาดนี้ แล้วนี่เอางานกลับมาทำที่บ้านด้วย    นุชนันท์พูดแล้วถอนหายใจเบาๆแล้วพูดต่อ “ เห็นว่าจะกลับช้าจะทานหนักๆตอนดึกก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ม๊าเลยทำสลัดไว้ให้ “  หญิงสาวละจากพ่อและเดินมานั่งกับแม่และกอด  ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยเพราะไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่แต่เข้าใจดีในความเป็นห่วงของพ่อกับแม่

       ปริม :  ได้ค่ะ  ปริมจะทานสลัดที่ม๊าทำไว้ให้ แต่ปริมขออาบน้ำก่อนนะคะแล้วค่อยลงมาทาน ”

       นุชนันท์ :  จ้ะ       พูดยิ้มๆและพอใจที่ลูกสาวจะทานสลัด ปริมหยิบกระเป๋าและเดินขึ้นห้องไป

หลังจากอาบน้ำและลงไปทานสลัดที่แม่ทำไว้ให้แล้วก็เอางานออกมาทำต่อ งานเกี่ยวกับสื่อโฆษณาหกปีที่ทำงานกับที่นี่ การมีความรับผิดชอบ เอาจริงเอาจังและตั้งใจส่งให้ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวขึ้นอีกระดับกับการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนก เหมือนจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแต่กลับไม่ง่ายเท่าไหร่กับยุคของการเปิดกว้างของข้อมูลข่าวสาร ยุคแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสารยุคที่เรียกว่าโซเชียล  ขณะกำลังดูไฟล์งานในโน๊ตบุ๊คอยู่นั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นจึงเหลือบมองดูนาฬิกาบนโต๊ะทำงานเวลาเกือบห้าทุ่ม  รีบเดินไปเปิดประตูห้องนอน

       ปริม :  ป๊า  ยังไม่นอนเหรอคะ?    ฉงนเล็กน้อยเพราะปรกติพ่อของเธอจะไม่ค่อยมาเคาะประตูห้อง ดึกๆแบบนี้นานแล้วตั้งแต่ที่เธอเรียนจบ

       อาธร :  จ้ะ  แล้วงานของหนูยังอีกเยอะไหมลูกถึงจะเสร็จ?    อาธรถามยิ้มๆพร้อมเดินผ่านประตูเข้ามาในห้องของลูกสาว

       ปริม :   อืมม ก็ไม่เชิงว่าต้องเสร็จซะทีเดียวหรอกค่ะ มีรายละเอียดอีกหลายอย่าง     เดินตามหลังพ่อพูดเสร็จก็ไม่ได้พูดอะไรต่อรอให้พ่อเป็นคนพูด  อาธรหยุดและหันหน้ามาทางลูกสาวเพ่งมองครู่หนึ่ง

       อาธร :  งานที่หนูทำอยู่ตอนนี้มันโอเคไหม?  ป๊าหมายถึงว่าหนูชอบมันมั้ยน่ะลูก?

ปริมรู้สึกว่าน้ำเสียงของป๊าจริงจังเล็กน้อย ปรกติป๊าเป็นคนอารมณ์ดีร่าเริงไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อย น้ำเสียงลักษณะแบบนี้ก็ต่อเมื่อเวลามีเรื่องอะไรจริงจัง

       ปริม :  ค่ะ  ปริมชอบมากทั้งงานและเพื่อนร่วมงานค่ะ ทุกอย่างโอเคมาก    หญิงสาวพูดไปอมยิ้มไปพูดแบบอธิบายและมองหน้าพ่อ เห็นพ่อทำหน้าเหมือนกำลังคิดหรือเหมือนมีอะไรจะพูดกับเธอซึ่งเธอก็รอฟังอยู่

       อาธร : อืมม      อาธรพยักหน้ารับทราบเล็กน้อยและก็ตัดสินใจพูดเพราะคิดว่าถึงยังไงก็คงต้องได้ลองพูดอีกสักครั้งอยู่ดี   “  ป๊ากับคุณลุงวัชรอยากให้หนูมาช่วยงานที่บริษัท”   มองหน้าปริมเล็กน้อยแล้วพูดต่อ   ” ป๊ารู้..ว่าเราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่งตอนที่หนูเรียนจบ..แต่ป๊าก็ยังยืนยันว่าอยากให้หนูมาทำงานด้วยกัน “  อาธรหยุดนิ่งนิดหนึ่งมองลูกสาวซึ่งเธอก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกันแล้วพูดต่อ     “ ได้มั้ย “

คำว่าได้มั้ยนั้นเหมือนเป็นคำถามแต่ไม่เชิงว่าบังคับดูเหมือนเป็นการกดดันเธอในตัว  พ่อของเธอเคยบอกให้เธอไปสมัครงานที่บริษัทด้วยตอนที่เรียนจบใหม่ๆแต่เธอปฏิเสธเพราะอยากหาประสบการณ์การทำงานด้วยตัวเอง แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งหากมีประสบการณ์การทำงานที่เพิ่มขึ้นหรือเก่งขึ้นเธอก็อยากเข้าไปช่วยงานคุณลุงวัชรกับป๊า  ปริมคิดในใจ

อาธรเห็นลูกสาวทำท่าคิดหนักแต่ก็ยังนิ่งไม่เอ่ยอะไรเขายืนกดดันเธอเล็กๆ  ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเขาสนับสนุนทุกอย่างที่ลูกต้องการทำไม่เคยปฏิเสธและไม่เคยกดดัน  ไม่เคยวางแผนให้ลูกว่าลูกต้องทำอะไร  เขาให้ลูกคิดเองและตัดสินใจเองคอยสนับสนุนและดูแลอยู่ห่างๆ  และก็โชคดีที่ลูกเป็นเด็กดีและเป็นอย่างที่เป็นในเวลานี้  เมื่อกดดันลูกเล็กๆน้อยๆแล้วอาธรก็พูดต่อ

       อาธร :  ป๊าให้เวลาหนูคิดดูอีกที.. ป๊าคิดว่าไม่นานคุณลุงวัชรกับป๊าเองก็อยากจะวางมือล่ะ..และก็พักผ่อนก็เลยอยากหาคนมาช่วยตานนท์ทำงาน        พูดแบบเล่าให้ฟังในจุดประสงค์ของเรื่องเพื่อเป็นการกดดันลูกอีกเล็กๆและยิ้มเล็กน้อย

       ปริม :  ค่ะ ก็..      ปริมคิดในใจว่าก็ดีแล้วนี่ที่คนชื่อตานนท์นั้นก็เป็นลูกชายคุณลุงวัชรเจ้าของบริษัทก็คือเป็นคนที่ต้องสืบทอดธุรกิจได้ยินป๊าชมอยู่บ่อยๆว่าเก่ง  ซึ่งเธอเคยเห็นคนชื่อตานนท์นั้นครั้งแรกเมื่อราวสักสิบกว่าปีที่แล้วหน่อยๆที่งานเลี้ยงบริษัทและถูกแนะนำให้รู้จักกัน  หลังจากนั้นก็เห็นตานนท์ที่งานเลี้ยงบริษัทอีกบ้างสักสองสามครั้งแต่ไม่เคยได้คุยกันและเห็นว่ามากับแฟน  เธอเองก็ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงบริษัทของคุณลุงวัชรทุกปีจะเป็นม๊ากับปานซะส่วนใหญ่ที่ไปร่วมงานเลี้ยงบริษัทกับป๊า  หรือแม้นว่าหลายๆครั้งทั้งสองครอบครัวต่างเชิญกันและกันร่วมรับประทานอาหารที่บ้านเธอก็ไม่เคยเห็นตานนท์นั่นจะมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเลย  หลายๆครั้งบอกว่าไปข้างนอกแน่นอนไปกับแฟน  และแน่นอน..หากมาทานที่บ้านเธอน่ะเหรอ…ไม่เคยเห็นเขามาแม้แต่ครั้งเดียว  นิ่งคิดได้สักครู่ก็พูดต่อ  “ ปริมขอคิดดูอีกทีอีกครั้งนะคะป๊า อีกสักอาทิตย์หนึ่งแล้วปริมจะให้คำตอบนะคะ  “  หญิงสาวทำหน้าเหมือนขอร้องให้พ่อหยุดกดดันเธอ  อาธรถอนหายใจเบาๆ

       อาธร :  อืมม  ก็ได้ลูก งั้น..ป๊าไม่รบกวนหนูล่ะจะได้ทำงานต่อ    พยักหน้าและยิ้มอ่อนโยน..อาธรเองก็ไม่อยากรบกวนลูกมากเห็นว่าเธอเองก็ทำงานหนัก พูดเสร็จก็เดินออกจากห้องไปให้ปริมได้ทำงานของเธอต่อ  เมื่อปิดประตูห้องปริมก็นิ่งคิดเล็กน้อยแล้วทำงานต่อ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  ……………………………………………..

        บ่ายวันพุธหลังจากกลับมาจากบ้านพ่อกับแม่สิริมาก็แวะซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตและกลับมาถึงคอนโด  เสียงข้อความแชทดังหนึ่งครั้งแต่สิริมาไม่สนใจ แล้วเสียงข้อความแชทก็ดังขึ้นอีกจึงหยิบโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความ  “ กฤษณะ “   สามีของเธอบอกว่าอยู่ข้างล่างและอยากคุยด้วยสิริมานิ่งคิดครู่หนึ่งก็เปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องไป

 คอนโดแห่งนี้เธอซื้อเมื่อสามเดือนก่อนโดยที่กฤษณะไม่รู้  เป็นช่วงที่เธอกับกฤษณะเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้นและปัญหาครอบครัวระหว่างเธอกับกฤษณะเริ่มรุนแรงขึ้น เธอสั่งจ่ายเช็คเพื่อซื้อคอนโดแห่งนี้กับถอนเงินจากบัญชีส่วนตัวที่เขาเปิดให้หลังแต่งงานออกมาจนเกือบเกลี้ยง ความที่เป็นลูกคนรวยและใช้ชีวิตอย่างอิสระและดูท่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงเหมือนว่ากฤษณะเองก็ไม่ค่อยยึดติดกับอะไร เป็นคนเจ้าอารมณ์และไม่ค่อยแคร์เธอเหมือนตอนแต่งงานกันใหม่ๆ นั่นเพราะมีผู้หญิงหลายคนที่อยากจะเข้าใกล้เขา และเรื่องการหย่าที่ยังตกลงกันไม่ได้นี้ก็เพราะกฤษณะเล่นแง่ยืดเยื้อไม่ยอมหย่า  เป็นเพราะเขาอยากเอาชนะเธอเพื่อให้ได้ดังใจหรือเพื่อความสะใจของตัวเขาเองมากกว่า   แม้พึ่งจะได้คุยกับพ่อและแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วก็ตามและถึงแม้การได้คุยกับพ่อกับแม่ในวันนี้จะสร้างความลำบากใจให้เธอตลอดทางที่ขับรถกลับเธอครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเพราะพ่อกับแม่ของเธอไม่อยากให้เธอกับกฤษณะหย่ากัน  แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วและมันยังเป็นการตัดสินใจแบบเดิมอยู่ตั้งแต่วันที่เธอเก็บเสื้อผ้าออกมาจากบ้านกฤษณะแล้ว…หย่า..  สิริมาลงมาพบกฤษณะที่ลานจอดรถด้านล่างของคอนโด

       กฤษณะ :  นึกว่าจะไม่ลงมา  โทรหาก็ไม่รับ แชทไปก็ไม่ตอบ   กฤษณะพูดจาเชิงประชดเล็กน้อยด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองไม่ได้ดังใจ

       สิริมา :  คุณก็รีบเซ็นใบหย่าสิคะจะได้ไม่ต้องเสียเวลากดโทรศัพท์  ไม่ต้องพิมพ์แชทข้อความให้ปวดนิ้วมือจะได้จบๆกันไป      สิริมายอกย้อนกลับ  กฤษณะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเชิงกวนอารมณ์

       กฤษณะ  :  ยังหรอก  ผมยังจะเล่นแง่ไปอีกสัก.พักใหญ่ๆ  ยังไม่อยากให้คุณได้รีบกลับไปซุกอกแฟนเก่าของคุณหรอก รอไปก่อน..และก็..ช่วงนี้หากจะควงกันไปไหนมาไหนก็หาที่เงียบๆหน่อย อย่าพึ่งรีบเปิดตัวให้คนรอบข้างเขาตกอกตกใจเกรงใจพ่อกับแม่คุณบ้าง  เพราะลูกสาวยังไม่ทันหย่ากับสามีก็ควงแฟนเก่าซะละเดี๋ยวเพื่อนบ้านพ่อกับแม่คุณจะนินทากันเสียงดังให้ท่านได้ยิน       กฤษณะพูดเน้นๆทุกคำพูดและทำหน้าตายียวนกวนอารมณ์เพื่อต้องการยั่วสิริมา

       สิริมา :  คุณต้องการอะไร..คุณกฤษ?  ถ้าไม่ได้จะมาตกลงเรื่องหย่าให้มันชัดเจนก็กลับไปทำงานเถอะค่ะ และว่างๆจากการทำงานก็คิดทบทวนเรื่องหย่านี้ซะ แล้วถ้าคิดได้แล้วค่อยโทรมาหรือแชทมาบอกก็ได้นะคะฉันจะรีบไปเซ็นใบหย่าให้    พูดจบสิริมาก็หันหลังเดินกลับไป กฤษณะหน้าเสียเล็กน้อยกับท่าทางของสิริมาที่ดูไม่แคร์อะไร

       กฤษณะ :  คุณย่าอยากให้คุณไปเยี่ยมท่านบ้าง         พูดตะเบ็งเสียงตามหลังสิริมาไป

       สิริมา  :  ค่ะ   วันไหนที่คุณไม่อยู่ฉันจะไป       พูดเสียงต่ำหันกลับมาพูดด้วยเชิงแต้มเป็นต่อแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในคอนโด   คุณย่าของกฤษณะเองก็ปลื้มเธอไม่น้อยเนื่องจากทั้งกฤษณะและคุณพ่อและน้องๆต้องทำงาน ส่วนคุณแม่ของกฤษณะก็เป็นแม่บ้านคงเป็นเพราะอยู่ด้วยกันมานานพอสิริมาเข้าไปอยู่ในบ้านในฐานะหลานสะใภ้คนโตและเธอเองก็เข้ากันได้ดีกับผู้หลักผู้ใหญ่รวมถึงญาติๆของกฤษณะท่านเลยเมตตา  จริงๆแล้วเธอเห็นข้อความแชทที่เขาส่งมาบอกตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่เธอยังหาโอกาสเหมาะๆที่จะไปเยี่ยมท่านไม่ได้   เกรงว่าหากฤษณะรู้ว่าเธอไปเยี่ยมท่านที่บ้านเขาจะตามมาพูดจาเหน็บแนมชวนทะเลาะ  หากยังไม่ใช่เรื่องหย่าเธอเองก็ยังไม่อยากเห็นหน้าเขาในช่วงนี้ไปจนถึงพักใหญ่ๆ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

        อาธรเข้ามาคุยเรื่องงานกับวัฃรพงษ์ที่ห้องทำงานของวัชรพงษ์เลยได้คุยกันเรื่องที่อาธรคุยกับปริมเรื่องให้ปริมมาช่วยทำงานที่บริษัท วัชรพงษ์ตื่นเต้นและเมื่อได้ฟังคำตอบว่าปริมยังไม่ชัดเจนและดูท่าว่าจะไม่โอเคซะมากกว่าก็ผิดหวังและเกรงเล็กน้อยว่าปริมจะตอบปฏิเสธ  ทั้งคู่จึงคุยกันคิดหาทางสรรหาเหตุผลหากถูกปริมปฏิเสธ ในระหว่างนั้นนนทวัชรเคาะประตูห้องและเดินเข้ามาเลยทันทีทั้งคู่จึงชะงักเรื่องที่คุยกันไว้

       นนทวัชร : เอ่ออ ไม่ทราบว่าคุยธุระหรืองานสำคัญอะไรกันอยู่หรือเปล่าฮะ     นนทวัชรหน้าเหรอ

       วัชรพงษ์ : ไม่หรอกลูก คุยกันเรื่องธรรมดาทั่วๆไปน่ะ ยิ้ม

       อาธร : แหม ถ้าเป็นงานสำคัญๆก็อยู่ในมือนนท์หมดละ ไม่เหลือถึงมืออาเลย    อาธรพูดขำๆเชิงหยอกเย้านนทวัชร   นนทวัชรยิ้มรับ

       นนทวัชร : ครับ     ยิ้มมองที่อาธรเล็กน้อยแล้วหันไปคุยกับพ่อ   ” คุณพ่อครับ เย็นนี้ผมนัดกับนุไว้ว่าจะไม่กลับไปทานข้าวที่บ้านรบกวนคุณพ่อช่วยบอกคุณแม่ท่านด้วยนะครับ    วัชรพงษ์ยิ้มและพยักหน้ารับนนทวัชรพูดต่อ    “ และก็..งานตัวนี้ค่อนข้างสำคัญผมทำเสร็จแล้วก็เลยอยากให้คุณพ่อกับคุณอาช่วยดูอีกทีและวิจารณ์ผมจะได้ปรับปรุงก่อนนำไปเสนอลูกค้าครับ “     พูดพลางวางแฟ้มเอกสารไว้บนโต๊ะวัชรพงษ์ผู้เป็นพ่อ

       วัชรพงษ์ : โอเค เดี๋ยวพ่อกับอาดูให้

       นนทวัขร : ขอบคุณครับ      ยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อยให้กับทั้งวัชรพงษ์และอาธรก่อนเดินออกไป

เมื่อนนทวัชรออกไปวัชรพงษ์กับอาธรก็คุยกันต่อเรื่องปริมอีกเล็กน้อย แล้วเอางานที่นนทวัชรส่งมาให้มาช่วยกันดู ทั้งสองช่วยนนทวัชรดูในเรื่องของงานโฆษณาเป็นหลักมากกว่างานออกแบบตกแต่งภายใน ออฟฟิศด้านล่างซึ่งเป็นงานรับออกแบบตกแต่งภายในนั้นนนทวัชรรับผิดชอบเองทั้งหมดเพราะงานนั้นเป็นงานที่เขาชอบและถนัดและก่อตั้งบริษัทด้วยตัวเอง วัชรพงษ์กับอาธรจะช่วยดูและวิจารณ์หรือแสดงความเห็นบ้างหากนนทวัชรต้องการ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

Cr.pic mustlimpostjung.com อ้างอิงภาพของเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งราชวงศ์บรูไน

     ดึกๆนนทวัชรกับพิษณุนัดเจอกันที่คลับแห่งหนึ่งที่เป็นที่ประจำของพวกเขาซึ่งส่วนใหญ่คนที่ต้องการมาดื่มหรือคนทำงานหรือนักธุรกิจชอบมากันหลังเลิกงาน นนทวัชรดื่มบ้างเล็กน้อยตามโอกาสหรือเวลาพิษณุนัดมาดื่มเป็นเพื่อนเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้มาบ่อยๆ

       พิษณุ : ครั้งก่อนเข้าไปที่ร้านมาเป็นไงบ้าง?

       นนทวัชร : เล็กน้อย ผู้จัดการร้านบอกเป็นเรื่องเข้าใจผิด เขาก็อยู่บริเวณนั้น ก็เคลียร์ไปแล้วล่ะ ก็ให้กำลังใจพนักงาน

พิษณุ : อืมม นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เรื่องเล็กเรื่องใหญ่เรื่องไม่เป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมา. นิ่งไปครู่เพื่อดื่มแล้วพูดต่อ  “ เมื่อวานไปสาขาที่บางนามาลูกค้ากำลังเยอะคิดว่าอยากเพิ่มเมนูอาหารอีกสักสองอย่างน่ะ ว่าไง? “  ถามความเห็นเพื่อน

     นนทวัชร : อืมม มันก็กำลังไปได้ดีแต่คิดว่าอยากให้ผ่านไปสักพักก่อนค่อยเพิ่ม ให้ลูกค้าเขาติดรสชาติและเมนูอาหารเท่าที่มีก่อน เพราะว่าสาขานี้เราเองก็พึ่งเปิดมาได้สี่เดือนเอาไว้ช่วงต้นปีค่อยเปิดเป็นเมนูใหม่ๆแนะนำ

       พิษณุ : อืมม ก็ดี      พิษณุทำหน้าคิดตามสิ่งที่เพื่อนพูดและเห็นด้วยพยักหน้ารับ
ทั้งคู่คุยกันเรื่องร้านอาหารที่เป็นหุ้นส่วนกัน แต่ละสาขาจะมีเมนูอาหารสักอย่างหรือสองอย่างที่ต่างกัน เนื่องจากอาหารบางอย่างก็ไม่ได้เป็นที่นิยมในบางสาขาแต่จะเป็นที่นิยมในอีกสาขา ต่างนั่งฟังเพลงและเงียบไปครู่

       พิษณุ : แล้วเรื่องของไหมเป็นไงบ้าง ? วันก่อนเห็นโพสต์ภาพอาหารท่าทางจะบรรยากาศดี…ไปกับนายหรือเปล่า?     พิษณุไม่ได้ถามเพื่อนเพราะอยากรู้แต่ถามเพราะเป็นห่วงมากกว่า นนทวัชรยกแก้วขึ้นดื่มแล้วเหลือบหางตาไปทางพิษณุเล็กน้อยแต่ยังไม่ตอบ พิษณุพูดต่อ   “ ฉันเป็นห่วงทั้งไหมทั้งนายนะ แต่ไหมยังไม่ได้หย่ากับคุณกฤษณะเลย “   เขารู้ว่านนท์คือคนที่ไหมปรึกษาและเล่าปัญหาส่วนตัวให้ฟ้ง ไหมเล่าให้เขาฟังบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่แน่นอนเพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนและเคยคบหากันมาก่อนและจริงๆแล้วเขารู้มาตลอดตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วว่าไหมชอบนนท์และเขาก็เป็นคนที่คอยให้กำลังใจไหมมาตลอดจนกระทั่งไหมกล้าบอกความรู้สึกและขอคบกับนนท์

       นนทวัชร : ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ไปเป็นเพื่อน ไหมเขาจะได้ไม่รู้สึกแย่ไปกว่านี้   พูดแบบเรื่อยๆและมองแก้วในมือตาลอยๆเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

       พิษณุ : ก็ไม่ได้จะว่าอะไรหรอก เราเป็นเพื่อนกันและฉันก็รู้ว่านายเป็นยังไง ไหมเป็นยังไง แต่เกรงเสียงซุบซิบนินทารอบข้าง  โดยเฉพาะ..ไหมที่เป็นคนที่กำลังมีปัญหา       ประโยคท้่ายเสียงต่ำลง

       นนทวัชร : อืม..ไหมเขาชวนไปทานข้าวเป็นเพื่อน ก็อยากไห้เขาสบายใจจะได้คิดเรื่องนั้นน้อยลงและเห็นว่าแยกออกมาอยู่คอนโดคนเดียว       พูดโดยที่ยังไม่ละสายตาจากแก้วเครื่องดื่ม

       พิษณุ : โอเค้     พิษณุรับทราบสิ่งที่เพื่อนบอกและยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาดื่มเพราะไม่อยากเซ้าซี้อะไรเพื่อนไปมากกว่านี้และมันเป็นเรื่องส่วนตัว    “ เอ่ออ.กลางเดือนหน้าว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัวสักสามสี่วันอาจจะไม่ได้เข้าร้านด้วยนะ “

       นนทวัชร : อื้มไม่เป็นไรเดี๋ยวดูเอง แล้วจะไปแถวไหน       หันมาถามเพื่อนบ้าง

       พิษณุ : แถวยุโรป อากาศกำลังดีคุณแม่อยากไป พูดยิ้มๆ

      นนทวัชร : อ้อ โอเค      นนทวัชรพยักหน้ารับทราบ ทั้งคู่นั่งคุยกันไปนิ่งไปดื่มไปเป็นพักๆผ่อนคลายตามบรรยากาศและเสียงเพลงที่คลับเปิด หากมาดื่มจะอยู่ไม่ดึกกันมากเพราะตอนเช้าต้องทำงานต่อ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

        สี่ทุ่มครึ่งขณะที่ปริมกำลังทำงานในห้องเสียงเคาะประตูดัง ก๊อก!..ก๊อก! รู้เลยว่าเป็นใคร เสียงเคาะประตูแบบนั้นไม่เชิงว่าคนเคาะขี้เกียจเคาะหรือตั้งใจยียวนกวนประสาทกันแน่ ปริมอมยิ้มและเดินไปเปิดประตูเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูและในมือถือแก้วใส่นมอยู่แต่สีหน้านั้นกลับบ่งบอกประมาณว่าไม่ค่อยสบอารมณ์ “ ปาน “ น้องชายจอมกวนประสาทของเธอเอง ปริมเคยคิดว่าไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้หรือชาติที่แล้วก็เคยเป็นพี่น้องกันและถูกเธอแกล้งชาตินี้ปานถึงกวนประสาทเธออะไรได้ขนาดนี้

       ปาน : ม๊าให้เอามาให้       พูดห้วนๆพร้อมยื่นแก้วใส่นมในมือให้ปริม

       ปริม : ขอบใจจ๊า น้องรัก     ทำเสียงและยิ้มยียวนน้องชายนิดๆ เห็นทำหน้าตาท่าทางแบบนั้นก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ ปานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

       ปาน : จะเอาโล่ห์พนักงานดีเด่นประจำปีหรือไง?     ห้วนเหมือนเดิม

       ปริม : เขาเรียกว่ามีความรับผิดชอบจ้า คนที่มีหน้าที่เรียนหนังสือก็เหมือนกันต้องขยันตั้งใจเรียน อ่านหนังสือหนังหาตำรับตำราทำรายงานตามที่อาจารย์ท่านสั่งท่านสอน      ทำเป็นจีบปากจีบคอพูด ตั้งใจพูดไม่เชิงว่าจะเทศก์หรือสั่งสอน อมยิ้มและยังทำหน้ายียวนมองหน้าน้องชาย ปานเบะปาก

       ปาน : แน่น๊อน ก็เสียเวลาอ่านหนังสือหนังหาเพราะม๊าใช้ให้เอานมมาให้เจ๊นี่แหล่ะ ไปล่ะ!    พูดเสร็จก็เดินกลับไปที่ห้องทันทีโดยไม่รอให้ปริมได้พูดเพราะชักจะไม่สบอารมณ์จริงๆ

ปริมอมยิ้มมองตามน้องชายอย่างเอ็นดู ปริมรู้ว่าจริงๆแล้วเป็นปานที่ตั้งใจเอานมมาให้เธอเกือบทุกวัน บางครั้งเธอก็เห็นแก้วนมถูกวางไว้บนโต๊ะแล้วเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือเขาแค่เอาม๊ามาอ้างเท่านั้นเองและก็แค่อยากจะยียวนกวนประสาทเธอ  สิ่งที่ปานแสดงออกขัดแย้งกับคำพูดของเขา ก็แค่เขินไม่แสดงออกตรงๆฟอร์มไปงั้นเอง  ปานอายุน้อยกว่าเธอ 7 ปีและตอนเด็กๆเขาติดเธอแจและชอบเล่นกับเธอแต่พอโตเป็นวัยรุ่นกลับชอบกวนประสาท เธอรู้ว่าน้องรักและเป็นห่วงเธอเช่นกันเธอก็รักและเป็นห่วงน้องมาก ปริมปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับดื่มนมไปด้วยอย่าอารมณ์ดีแล้วทำงานต่อ

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

       สายวันเสาร์ช่วงสายๆอัญชนาเดินออกไปดูที่โรงเก็บรถก็เห็นรถจอดครบทุกคันจึงเดินหาลูกชายก็ทราบจากแม่บ้านว่าอยู่ในครัวกำลังทำอาหารว่างให้ทาน  พอเดินเข้ามาดูก็เห็นเขากำลังง่วนอยู่กับการทำครัว นนทวัชรกำลังทำอาหารว่างในวันหยุดให้ทุกคนทาน อัญชนาอมยิ้มและดีใจหากได้เห็นลูกได้ผ่อนคลายหรือทำงานอดิเรกอย่างอื่นอะไรนอกจากทำแต่งาน

       อัญชนา : ทำอะไรลูก? อาหารไทยหรือเปล่า ?        ยิ้มถามลูกชายอย่างเอ็นดู

       นนทวัชร : ครับป่อเปี๊ยะทอดครับ             อัญชนาเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับยิ้ม

       อัญชนา : ชักจะรอที่จะได้ชิมไม่ไหวล่ะ

       นนทวัชร : ครับ คุณแม่รอที่โต๊ะอาหารได้เลยครับ ไม่นานก็เสร็จแล้วฮะ    พูดและยิ้มตอบคุณแม่

       อัญชนา : อืมม.. จ้ะ .. แล้ววันนี้จะเข้าร้านมั้ย?

      นนทวัชร : ไปครับ ทำอาหารเสร็จก็ว่าจะไปเลย วันนี้วันหยุดจะไปดูสักหน่อยว่าลูกค้าเป็นไงบ้าง พูดไปหั่นแครอทไปเงยหน้าขึ้นมามองคุณแม่เป็นระยะ    “ คุณแม่ไปด้วยกันมั้ยครับ “    ถามยิ้มๆเพราะรู้ว่าคุณแม่ของเขาไม่ค่อยชอบออกจากบ้านไปไหนหากไม่จำเป็นว่าต้องไปซื้อของหรือไปทานอาหารข้างนอกกับเขากับคุณพ่อตามโอกาส ยิ่งไปเดินห้างสรรพสินค้าน่ะเหรหากไม่ใช่ว่าไปซื้อของคุณแม่ไม่ไปเดินให้เมื่อยแน่ๆ

       อัญชนา : ไม่หรอกลูก นนท์ไปทำงานให้แม่ไปนั่งดูเฉยๆก็ช่วยอะไรไม่ได้ อยู่บ้านทานป่อเปี๊ยะดีกว่า     พูดยิ้มๆมองลูกชายด้วยความเอ็นดู   “ แล้วไม่ทานด้วยกันก่อนเหรอค่อยไป “     พูดเสียงต่ำลงอยากให้ลูกอยู่ทานด้วยกันทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย

       นนทวัชร : ได้กลิ่นอาหารที่ทำก็ชักจะอิ่มแล้วครับให้คุณพ่อกับคุณแม่ช่วยชิมและวิจารณ์ดีกว่า..หากไม่อร่อย..ครั้งหน้าลองทำใหม่ดูอีกทีครับ      พูดและยิ้มขำๆเย้าแหย่คุณแม่ประมาณว่าครั้งหน้าอาจจะได้ทานป่อเปี๊ยะอีก  อัญชนาอมยิ้มรับเข้าใจในสิ่งที่ลูกชายเย้าแหย่ ไม่ทันไรวาส แม่บ้านก็เดินถือเอาโทรศัพท์มาให้เพราะมีสายเข้า สิริมาโทรมา เมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใครอัญชนาก็เดินเลี่ยงออกไป พอนนทวัชรบอกว่าจะเข้าไปที่ร้านสิริมาก็ขอไปด้วย เขาไม่ปฏิเสธเพราะเห็นว่าสิริมาจะได้ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าหรือช้อปปิ้งเพื่อจะได้สบายใจขึ้น เมื่อวางสายก็ทำของว่างต่อจนเสร็จพร้อมเอาไปเสิร์ฟให้คุณพ่อคุณแม่ที่โต๊ะ แล้วขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปรับสิริมาที่คอนโด

ร้านอาหารแต่ละสาขาจะมีห้องทำงานเล็กๆไว้สำหรับเวลานนทวัชรกับพิษณุเข้ามาทำงาน นนทวัชรนั่งดูเอกสารบนโต๊ะทำงานพร้อมกับผู้จัดการสาขาส่วนสิริมานั่งที่โซฟารับแขกที่อยู่ตรงข้ามกันกับโต๊ะทำงานและมองดูนนทวัชรทำงานอย่างรู้สึกดี เมื่อทำงานในร้านเสร็จก็พากันไปเดินเล่นเผื่อสิริมาอยากจะซื้อของ

       สิริมา : ดูหนังกันไหมคะ?               ถามยิ้มๆแต่ไม่ได้คาดหวังในคำตอบ

       นนทวัชร : เอ่ออ..ได้ครับ หากไหมอยากดู            ยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้า

       สิริมา : แล้วนนท์ต้องไปที่สาขาอื่นอีกไหมคะ?

       นนทวัชร : ไม่ครับ วันนี้นุเขาก็ไปแถวชานเมือง เห็นบอกว่าจะไปสักสองที่

       สิริมายิ้มดีใจที่นนทวัชรจะดูหนังด้วย เธอรู้ว่าเขาพยายามตามใจเพื่อให้เธอรู้สึกดีและสบายใจ

       สิริมา : งั้นไปที่โซนโรงหนังกันเลยนะคะ ไปดูก่อนว่ามีเรื่องไหนน่าสนใจ

       นนทวัชร : ครับ

ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินไปนั้น ก็มีเสียงทักเรียกชื่อนนทวัชรแว่วมา

       ยศนันท์ : คุณนนท์คะ     ยิ้มสวยเดินเข้ามาหานนทวัชรและสิริมา   “ ดีใจจังที่ได้เจอคุณนนท์ “   ยิ้มหวานให้นนทวัชรเป็นปรกติ

       นนทวัชร : สวัสดีครับคุณนต มาซื้อของเหรอครับ?      ยิ้มอย่างมีไมตรีปรกติ

       ยศนันท์ : นตมีร้านอยู่ที่ห้างนี้เหมือนกันค่ะ เปิดได้สักเจ็ดแปดเดือนแล้วอยู่ที่ชั้นสามค่ะ    พูดพร้อมกับยิ้มให้ทั้งนนทวัชรและสิริมา นนทวัชรพยักหน้าทำหน้าแบบถึงบางอ้อรับทราบสิ่งที่ยศนันท์บอก

       นนทวัชร : อ้อครับ ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าคุณนตมีร้านอยู่ที่ห้างนี้    พูดพร้อมกับยิ้มให้ยศนันท์แล้วก็หันไปมองสิริมาและแนะนำให้สิริมากับยศนันท์ให้รู้จักกันพร้อมกับผายมือ

       นนทวัชร : ไหมนี่คุณนตครับ     แล้วหันไปทางยศนันท์    “ ไหมครับ “    ทั้งสิริมาและยศนันท์ต่างยกมือไหว้กันและกัน

       สิริมา : สวัสดีค่ะ       ยิ้มอย่างมีไมตรี ตั้งแต่ที่ยศนันท์เดินเข้ามาทักเธอก็มองดูท่าทีของทั้งคู่ซึ่งดูจากลักษณะการพูดคุยแล้วคงจะรู้จักกันมาสักพัก เพราะปรกตินนท์จะเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบขรึม หากคุยกับใครได้สนิทใจขนาดนี้นั่นแสดงว่าคงรู้จักกันมาพอสมควรทีเดียว

       ยศนันท์ : สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ              ยิ้มอย่างมีไมตรีเช่นกัน

       สิริมา : ค่ะ เอ่อ.เป็นร้านเสื้อผ้าเหรอคะ?

       ยศนันท์ : ใช่ค่ะ แต่..อาจจะ..ไม่น่าจะใช่แนวของคุณไหม แต่ไปลองเลือกดูได้ค่ะ   พูดยิ้มๆกับสิริมาโดยที่ไม่ได้คิดอะไรเพราะยศนันท์เองก็เป็นคนพูดตรงๆ แต่สิริมารู้สึกตะหงิดๆเล็กน้อย ใช่ เพราะดูจากการแต่งตัวที่ทั้งชุดแมตซ์เข้ากันรวมถึงการแต่งหน้าแล้ว ดูท่าคุุณนตเธอจะเป็นสาวมั่นมีสไตล์ สิริมาคิดในใจ

       สิริมา : ค่ะ ไม่แน่นะคะอาจจะมีตัวที่ถูกใจ โอกาสหน้าไหมอาจจะเข้ามาดูค่ะ    พูดและยิ้มตอบกลับและถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย   “ เรากำลังจะไปดูหนังกันน่ะค่ะ “

       นนทวัชร : คุณนตไปด้วยกันมั้ยครับ

       ยศนันท์ : ขอบคุณมากนะคะที่ชวน คงต้องเป็นโอกาสหน้าแล้วล่ะค่ะเพราะนตยังยุ่งอยู่กับน้องดีไซเนอร์ที่จ้างมา      พูดไปยิ้มไปแล้วก็ยิ้มหวานให้นนทวัชรเมื่อพูดเสร็จ

       นนทวัชร : ครับ งั้นผมกับไหมขอตัวก่อนนะครับ         พูดพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

ยศนันท์อมยิ้มและพยักหน้ารับคำว่าค่ะ มองดูนนทวัชรกับสิริมาที่เดินแยกออกไป นี่คงจะเป็นผู้หญิงที่กำลังเป็นข่าวซุบซิบว่ากำลังจะหย่ากับทายาทนักธุรกิจและเป็นอดีตคนที่เคยรักกันกับคุณนนท์  ยศนันท์คิดในใจอมยิ้มเล็กน้อยครู่หนึ่งก็เดินกลับไปที่ร้าน

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

        บ่ายวันอาทิตย์ขณะที่ปริมกำลังดูต้นไม้ใบหญ้าที่สวนหย่อมมุมพักผ่อนซึ่งมีชุดโต๊ะกับเก้าอี้ไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ปานเดินถือหนังสือถือโน้ตบุ๊ค อุปกรณ์การเรียนออกมาเห็นพี่สาวอยู่บริเวณนั้นจึงหันหลังกำลังจะเดินกลับเข้าบ้าน ปริมหันมาเห็นเข้าพอดีเลยกระเซ้าเย้าแหย่น้องชาย

       ปริม : ว่าไงจ๊ะ จะทำการบ้านเหรอ?     พูดยิ้มๆกวนน้องชายพร้อมกับเดินมาใกล้ๆเก้าอี้แต่ไม่นั่ง

       ปาน : ใช่                    หันกลับมาตอบห้วนๆและยืนอยู่ตรงนั้น

       ปริม : เอ๊า! แล้วรออะไรอยู่จ๊ะ ก็มานั่งสิ     พูดพลางทำท่าผายมือให้ปานนั่งที่เก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่งแต่ทำเพื่อยียวนปานเล่นๆมากกว่า

       ปาน : รอให้เจ้ออกไปจากตรงนั้นก่อน ไม่งั้นทำการบ้านไม่ได       พูดห้วนๆ

       ปริม :  เอ๊าแล้วรออะไรอยู่ ก็มานั่งสิ                  ทำหน้าเหลอหลาแบบกวนประสาทปาน

       ปาน : ไม่ได้ขวาง แต่ก็ไม่มีสมาธิและเสียบรรยากาศ     ทำหน้าไม่สบอารมณ์ คำสุดท้ายนั้นเน้นและทำไม่รู้ไม่ชี้รอให้ปริมเป็นฝ่ายออกไป

       ปริม : ก็ด้ายย แหมม ดีกว่านั่งทำบนห้อง เห็นว่าเป็นการช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าค่าแอร์นะเนี่ย   ทำเป็นจีบปากจีบคอพูดไปพร้อมกับเดินเลี่ยงออกไปเพื่อให้ปานได้ทำรายงานของเขา ปานเบะปาก

       ปาน : งก                พูดโดยไม่มองหน้าพี่สาวและยังทำไม่รู้ไม่ชี้

       ปริม : หืมม จ้า ถ้าเรียนจบแล้วได้ทำงานเมื่อไหร่จะรู้ว่าต้องงกไหม    บานเบะปากตามหลังพี่สาวแล้วก็นั่งลง    ปริมเดินอมยิ้มเข้ามาในบ้านไปยังห้องนั่งเล่นเห็นม๊านั่งอยู่เลยเดินเข้าไปคุยด้วย

       นุชนันท์ : วันไหนไม่ได้เหน็บจิกกัดกันเนี่ยคงจะนอนไม่หลับกันมั้ง      นุชนันท์พูดขำๆแซวลูก

       ปริม : ค่ะ พอเป็นกระสัยน่ะค่ะม๊า เห็นหน้าทีไรก็หมั่นไส้            ปริมยิ้มน่ารักแบบอารมณ์ดี

อาธรเดินเข้ามาสมทบนั่งที่โซฟาตัวเดียวกับนุชนันท์

       อาธร : วันนี้หนูไม่ออกไปไหนเหรอลูก?                พูดแบบสบายๆวันหยุด

       ปริม : ค่ะ ปริมอยากอยู่บ้านน่ะค่ะ เลยไม่นัดเพื่อน

       อาธร : อืมม ดีแล้วได้พักผ่อนเต็มที่     อาธรพยักหน้าเห็นด้วยและยิ้ม ปริมยิ้มรับพร้อมทำหน้าคิดไปด้วย แล้วพูด

       ปริม : ป๊าค่ะ ปริมว่าอาทิตย์หน้าเราน่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันนะคะ เรา.ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้วน่ะค่ะ

       อาธร : อื้อ ก็ดีเราไม่ได้ไปต่างจังหวัดกัน..สัก..สอง.สามเดือนได้แล้วมั้  ง อาธรยิ้มรับสิ่งที่ลูกพูดทำท่าคิดและก็พยักหน้าเห็นด้วย และมองไปทางภรรยา

       นุชนันท์ : ค่ะ ไปครั้งที่แล้วหลังตาปานสอบเสร็จ       นุชนันท์พูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่างดูลูกชาย

       อาธร : แล้วหนูอยากไปแถวไหนล่ะลูก?       ถามความคิดเห็น ปริมทำหน้าคิดพร้อมกับพูดไป

       ปริม : ไม่ต้องไปไกลมากก็ได้ค่ะ แถวๆหัวหิน.หรือ..ระยองก็ได้ค่ะ    ปริมสรุปความคิดเห็นตัวเอง

       นุชนันท์ : ก็ดีจ้ะ แล้วแต่หนู     พูดพลางมองหน้าปริมและหันไปทางสามี แล้วพูดต่อ   “ พ่อลูกคุยกันเรื่องเที่ยวก่อนนะเดี๋ยวม๊าไปดูของว่างให้ตาปานก่อน “     พูดเสร็จก็เดินเข้าไปในครัวดูของว่างให้ลูกชาย   เมื่อภรรยาเดินออกไปอาธรนิ่งรอจังหวะครู่หนึ่งจึงถามลูกสาวเรื่องที่เคยคุยกัน

       อาธร :  เรื่องที่ป๊าเคยคุยกับหนูไว้หนูตัดสินใจหรือยังลูก?     ปริมอึกอักเล็กน้อยมองหน้าพ่อ

       ปริม : เอ่ออ..ป๊าคะ..ปริม…    อาธรมองหน้าลูกสาวรอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ   “ ปริม…ยังไม่พร้อมที่จะเข้าไปช่วยป๊ากับคุณลุงทำงานเลยค่ะอยากทำที่กำลังทำอยู่นี้ก่อน    พยายามอธิบายให้พ่อเข้าใจ    “ แต่ปริมคิดว่าถึงยังไงในอนาคตก็จะเข้าไปช่วยงานคุณลุงกับป๊าอยู่นะคะ เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้.ปริมไม่พร้อมค่ะ. “    ประโยคท้ายเสียงเบาลงรู้สึกลำบากใจเล็กน้อยยิ่งเห็นหน้าพ่อที่ตั้งใจรอฟังคำตอบก็ยิ่งเกรงใจ พูดอย่างจริงจังมากขึ้น    “ ป๊าคะ ไม่ใช่ว่าปริมไม่อยากช่วยนะคะแต่ปริมอยากทำงานให้เก่งมากกว่านี้ ปริมรู้ว่าคุณลุงกับคุณป้ามีบุญคุณกับครอบครัวเราแต่ขอเวลาให้ปริมอีกสักพักหนึ่งนะคะ “

อาธรนิ่งฟังที่ลูกพูดโดยไม่พูดแทรกเพื่อฟังเหตุผลของเธอและยอมรับกับสิ่งที่เธอพูด นิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากปริมพูดจบ

       อาธร : อืมม.. ป๊าก็ไม่อยากบังคับใจหนู     พูดเสียงต่ำและยิ้มเล็กน้อยพยักหน้ารับทราบในสิ่งที่ลูกพูดและไม่อยากพูดอะไรต่อให้ลูกรู้สึกอึดอัดใจ

ปริมยิ้มดีใจที่พ่อเข้าใจ เป็นสิ่งที่เธอเองก็ตั้งใจไว้จริงๆว่า.ไม่ว่ายังไงในอนาคตเธอก็จะเข้าไปช่วยงานที่บริษัทของคุณลุงวัชร

พ่อลูกเลยคุยกันเรื่องเที่ยวและสรุปว่าจะไปหัวหิน ครอบครัวของวัชรพงษ์มีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นั่นแต่ถึงจะไปหัวหินหลายครั้งก็ไม่ได้จะรบกวนเข้าพักทุกครั้งแม้วัชรพงษ์กับอัญชนาจะบอกหลายครั้งว่าไม่ต้องเกรงใจเพราะความสนิทสนมและเป็นกันเองแต่ก็เกรงใจ แต่ครั้งนี้อาจจะรบกวน เพราะบรรยากาศและทำเลที่บ้านพักนั้นเงียบและสงบพอสมควร

..…………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥  …………………………………………….

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.