นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนสาม

          บ่ายวันจันทร์ขณะที่นนทวัชรกำลังแก้ไขงานเพิ่มเติมหลังจากที่ให้คุณพ่อกับคุณอาอาธรช่วยดูให้ก่อนหน้านี้แล้วได้รับการแสดงความคิดเห็นตอบกลับมา แม้เขาจะมีประสบการณ์มากขึ้นและเชื่อมั่นในตัวเองมากแล้วก็ตามและคุณพ่อบอกให้เขาพิจารณาและตัดสินใจเอง  แต่เขายังให้ความนับถือและรับฟังในความคิดเห็นของทั้งคุณพ่อและคุณอาอาธรรวมถึงผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ  ดังนั้นในบางชิ้นงานเขายังต้องการคำปรึกษาและคำวิจารณ์จากพวกท่านอยู่แล้วเอามาผนวกกับความคิดของตัวเองเพิ่มเติมอีกเพื่อให้งานออกมาดีขึ้น

คร่ำเคร่งกับงานเพื่อให้เสร็จทันวันพฤหัสบดีนี้ที่จะนำเสนอต่อลูกค้าเสียงเคาะประตูดังขึ้นจึงตอบรับเชิญให้เข้ามา สิริมาเปิดประตูและเดินยิ้มหวานเข้ามาพร้อมถือถุงใส่ขนมมาด้วย  

ไม่จำเป็นต้องรอให้เมย์มารายงานเพราะไหมกับนุคือเพื่อนสนิทของเขา โดยเฉพาะไหมที่เคยเป็นคนพิเศษเดินเข้ามานั่งลงตรงเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเขา

         สิริมา :  งานยุ่งมากมั๊ยคะ?  ไหมมารบกวนหรือเปล่า?    ถามและยิ้มเมื่อนั่งลงที่เก้าอี้แล้ว  ” ซื้อขนมมาฝากค่ะซื้อมาฝากคุณอาทั้งสองด้วยนะคะ ”     เธอไม่ได้ส่งขนมให้เมย์เพื่อเอาใส่จานเพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบกินขนมขณะทำงาน

        นนทวัชร :  ขอบคุณมากครับ งานยุ่งนิดหน่อย..ไปไหนมาเหรอครับ?        อมยิ้ม 

        สิริมา  :   ไปเยี่ยมคุณย่าของคุณกฤษน่ะค่ะท่านถามถึงพึ่งได้โอกาสไปเยี่ยม      พูดเสร็จก็อมยิ้ม   เธอถือโอกาสไปวันจันทร์เพราะคิดว่ากฤษณะคงงานยุ่งและก็โชคดีที่เป็นอย่างนั้น  นนทวัชรพยักหน้ารับทราบ        “ นนท์ทำงานต่อเลยนะคะไม่ต้องสนใจไหม “

        นนทวัชร :  แล้วไหมมีอะไรหรือเปล่าครับ?            อมยิ้มเล็กน้อยไม่ได้ฉงนเพราะเป็นปรกติ

        สิริมา  :  ไม่มีค่ะ ไหมแค่แวะมาหาซื้อขนมมาฝาก ผ่านมาแถวๆนี้น่ะค่ะ      ยิ้ม  

สิริมาเกรงว่าจะถูกแย่งความสนใจหลังจากได้รู้จักกับยศนันท์เมื่อวาน  เธอถามนนท์ระหว่างนั่งรอเข้าไปชมภาพยนตร์แต่ไม่กล้าถามมาก นอกจากที่เมื่อวานได้รู้ว่าคุณนตมีร้านเสื้ออยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเดียวกับที่นนท์มีสาขาของร้านอาหารอยู่  ยังรู้ว่าครอบครัวของคุณนตเช่าชั้นห้าของตึกนี้ทำธุรกิจ  แน่นอนพวกเขาคงได้เจอกันบ่อย

       นนทวัชร :  ผมต้องรีบเคลียร์งานให้เสร็จก่อนวันพฤหัสฯ อาจจะไม่ว่างคุยด้วย..เท่าไหร่

       สิริมา :  ไม่เป็นไรค่ะ  ไหมแค่แวะมา ไม่ได้โทรมาถามนนท์ก่อน ..อื่มม.งั้น.ไหมไม่รบกวนดีกว่า..ไหมกลับดีกว่านะคะ                

       นนทวัชร  :  ครับ  ขับรถระวังๆครับ          ยิ้มเล็กน้อย  สิริมาลุกขึ้นพร้อมกับนนทวัชรที่ลุกขึ้นยืนเพื่อส่งสิริมา

        สิริมา :  ไหมไปนะคะ       ยิ้มหวานให้และเดินไปเปิดประตูและออกไป นนทวัชรจึงนั่งลงทำงานต่อ

วัชรพงษ์กำลังจะมาที่ห้องทำงานของนนทวัชรพอดีเห็นสิริมาเดินออกมาทั้งคู่เจอกัน   สิริมายกมือไหว้ทักทายคุณพ่อของอดีดแฟนซึ่งเธอเองก็เคยคุ้นเคยทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของเขาเพราะไปที่บ้านบ่อยครั้งตอนที่ยังคบหากัน

        สิริมา  :  สวัสดีค่ะคุณอา

        วัชรพงษ์ :  สวัสดี.หนูไหม  เป็นไงบ้าง?สบายดีนะ          วัชรพงษ์ยิ้ม ถามอ่อนโยน

        สิริมา :  ค่ะ  ไหมสบายดีค่ะ คุณอาก็สบายดีนะคะ

        วัชรพงษ์ :  สบายดี                   ตอบพร้อมกับพยักหน้าแล้วยิ้ม

        สิริมา  :  ไหมไปทำธุระมาแล้วผ่านมาทางนี้เลยแวะมาหานนท์เขาน่ะค่ะ  ซื้อขนมมาฝากซื้อมาฝากคุณอาด้วยค่ะฝากไว้กับนนท์                          ยิ้ม

       วัชรพงษ์ :   ขอบใจมากนะ  อาก็กำลังจะเข้าไปคุยเรื่องงานกับนนท์เขาพอดี

        สิริมา  :  ค่ะ  กำลังยุ่งมากไหมเลยไม่รบกวน   งั้นไหมก็ลาคุณอากลับเหมือนกันนะคะ

        วัชรพงษ์ :  ออจ้ะๆ ขับรถดีๆนะลูก                 พูดพร้อมพยักหน้าและยิ้ม

สิริมารับคำว่า ค่ะ แล้วรีบกลับ  รู้สึกเขินอายเล็กน้อยเพราะหลังจากเลิกกับนนทวัชรก็ไม่ค่อยได้เจอครอบครับของเขาเท่าไรเคยเจอกันบ้างตามงานเลี้ยงทางสังคม

วัชรพงษ์มองตามหลังสิริมาอย่างมีความรู้สึกเคลือบแคลงเล็กน้อย  เพราะตอนนี้ชีวิตครอบครัวของเธอกำลังมีปัญหาและมีเสียงซุบซิบว่ากำลังจะหย่า  และเหตุที่เธอต้องเลิกกับลูกชายของเขาก็เพราะต้องแต่งงาน แม้หลังจากที่เธอแต่งงานไปจนกระทั่งตอนนี้เขาจะรับทราบจากลูกชายว่ายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเพราะเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ตาม

               ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

        สองทุ่มเศษนนทวัชรยังทำงานอยู่วันนี้เขาก็ไม่กลับไปทานอาหารเย็นที่บ้านเพราะต้องการเคลียร์งานให้มากที่สุด เสียงเคาะประตูดังขึ้นก็ตอบรับเชิญให้เข้ามาเป็นยศนันท์ที่เดินยิ้มหวานเข้ามา  อมยิ้มให้เธอเล็กน้อยแล้วเชิญเธอให้นั่งลงที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเขา

         ยศนันท์ :  นตมาประชุมน่ะค่ะพึ่งเสร็จเมื่อครู่  ยังเห็นรถคุณนนท์จอดอยู่เลยกลับขึ้นมา..ว่า.หากคุณนนท์ว่างหรือใกล้จะกลับก็จะชวนไปหาอะไรทานหรือดื่มน่ะคะ     ยิ้มหวานบริหารเสน่ห์ใส่นนทวัชร

        นนทวัชร :  ขอบคุณมากนะครับ  แต่ช่วงสัปดาห์นี้ผมยังยุ่งมากจริงๆ วันนี้ก็คร่ำเคร่งกับงานทั้งวัน     พูดเสร็จก็ยิ้มเล็กน้อยอย่างมีไมตรี    “ แล้วนี่ประชุมทั้งวันเลยเหรอครับ? “

        ยศนันท์ :  อ่า.ไม่ค่ะ เริ่มประชุมตอนช่วงบ่ายเลยพึ่งเสร็จ ตอนแรกว่าจะกลับบ้านเลยแต่เห็นว่าคุณนนท์ก็ยังไม่กลับเลยมาชวนคุณนนท์ไปหาอะไรดื่มกันน่ะค่ะ    อมยิ้ม แล้วพูดต่อ  ”  แต่..ดูท่าคุณนนท์จะยุ่งมากกจริงๆนตก็คงไม่รบกวนหรอกค่ะ  งั้นนตขอตัวกลับก่อนดีกว่าคุณนนท์จะได้ทำงานต่อ ” 

นนทวัชรนิ่งคิดครู่หนึ่ง

        นนทวัชร  :  เอ่อออ หากคุณนตไม่รังเกียจหรือว่าอะไร พอดีเพื่อนสนิทผม.. นุน่ะครับเขาก็พึ่งโทรมาชวนผมไปหาอะไรดื่มที่ร้านประจำแต่ว่าผมปฏิเสธไป ….         น้ำเสียงและสีหน้าแบบไม่ค่อยแน่ใจ

        ยศนันท์ไปตามที่นนทวัชรบอก เพราะว่าวันนี้จริงๆเธอก็ยังไม่ค่อยอยากกลับบ้าน มันเป็นวันจันทร์ที่เพื่อนๆของเธอหลายๆคนรวมทั้งนนทวัชรเองก็ยุ่งๆ เธอเองก็เหนื่อยกับร้านเสื้อผ้าและก็เข้ามาประชุมที่บริษัทเครียดๆเลยอยากหาที่ผ่อนคลายหน่อย  เมื่อมาถึงสาวสวยก็มองหาที่นั่งดูท่าเธอจะเป็นที่สนใจของหลายคนในร้านแต่เธอไม่ยี่หระมองหาที่ๆจะสามารถหลบมุมหรือนั่งสบายๆเงียบๆและสั่งเครื่องดื่มมาดื่มรอ  หลังจากนั้นสักพักพิษณุก็มาถึงและมองหาใครสักคนที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้จักแต่ได้รับการบอกถึงลักษณะมาจากนนท์..แล้วก็เห็นใครคนหนึ่งที่คลับคล้ายคลับคลาว่ามีลักษณะตามที่นนท์บอก  นิ่งครู่หนึ่งแล้วก็เดินเข้าไปหา 

        พิษณุ : สวัสดีครับ  ใข่คุณนตหรือเปล่าครับ?     ยศนันท์ขะงักเล็กน้อยหันไปทางที่มาของเสียง

        ยศนันท์ :  สวัสดีค่ะ  ใช่ค่ะ.นตค่ะ                   ยิ้มหวานอย่างมีไมตรี

        พิษณุ :    ผมนุนะครับ.คือ..นนท์เขาบอกว่ามีคนต้องการเพื่อนดื่มน่ะฮะ แล้ว.ว.เอ่อ.ผมชวนเขาแล้วเขายุ่ง..เขาก็เลย..               พิษณุประหม่ากับสาวสวยตรงหน้าเล็กน้อย

        ยศนันท์ :  ค่ะ  เชิญนั่งค่ะ          สาวสวยยิ้มอย่างมีไมตรี พิษณุจึงนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆกัน

         พิษณุ  :  ยินดีที่ได้รู้จักครับ       นั่งลงเสร็จก็หันไปยิ้มให้และทักทายทำความรู้จักกัน 

        ยศนันท์ :  ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ       ยิ้มตอบ   พิษณุพยักหน้ายิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปสั่งเครื่องดื่ม

           ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

           สายวันพฤหัสบดีสิริมามาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อแก้เบื่อและก็ตั้งใจเข้าไปที่ร้านเสื้อของยศนันท์ด้วย เดินดูและเลือกเสื้อผ้าเรื่อยๆเพื่อหาตัวที่ถูกใจดูๆแล้วก็ไม่ใช่สไตล์ของเธอแม้มันจะสวยดี  เลือกเสื้อผ้าไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงทักทายสิริมาหยุดและหันไปทักทายตอบเพราะจำเสียงนั้นได้

        ยศนันท์ :  สวัสดีค่ะคุณไหม             อมยิ้ม ทักทายเพราะเป็นลูกค้าและรู้จักกันแล้ว 

        สิริมา  :  สวัสดีค่ะคุณนต  เข้าร้านทุกวันเหรอคะ?            ยิ้มเล็กน้อย

        ยศนันท์ :  ใช่ค่ะ   ร้านมีสองสาขาเอง แต่ก็ไม่ได้อยู่ทั้งวันหรอกค่ะมีต้องเข้าไปที่ออฟฟิศบ้าง ออฟฟิศที่อยู่ตึกเดียวกับที่ทำงานของคุณนนท์น่ะค่ะ              พูดเสร็จอมยิ้ม

        สิริมา :  อ๋ออ.ค่ะ  นนท์เล่าให้ฟังเหมือนกัน                     พยักหน้ารับทราบ อมยิ้ม

        ยศนันท์  :  คุณไหมเลือกได้บ้างหรือยังคะมีชุดไหนที่ถูกใจบ้างหรือเปล่า?

        สิริมา  :  ยังเลยค่ะแต่สวยๆทุกชุดเลย  คุณนตออกแบบเองเหรอคะ?

        ยศนันท์  :  ใช่ค่ะ  ออกแบบเองแต่จ้างคนอื่นตัดเย็บให้น่ะค่ะ แต่บางครั้งหากมีเวลาก็ตัดเย็บเองบ้างเป็นบางตัว แต่ตอนนี้นตจ้างดีไซเนอร์มาข่วยประจำที่ร้านค่ะ           อธิบายอย่างอัธยาศัยดี

       สิริมา :  เก่งจังเลยนะคะ                                 ยิ้มเล็กน้อยชมอย่างจริงใจ

        ยศนันท์  :  ไม่หรอกค่ะ  ที่บ้านทำโรงงานทอผ้าเลยชอบเรื่องผ้ามาตั้งแต่เด็กๆก็เลยเอาผ้ามาลองทำโน่นทำนี่ดูเลยชอบ เลยเรียนมาด้านนี้              ยิ้ม  ถ่อมตัวอธิบายอย่างเป็นกันเอง

        สิริมา :  ค่ะ                            สิริมายิ้ม รับทราบ

        ยศนันท์  :   หากไม่รังเกียจให้นตเทคแคร์คุณไหมนะคะ                   สิริมารีบพูด

        สิริมา :   เอ่อ.ขอบคุณมากค่ะ แต่ไหมคิดว่า..ไหมขอเวลาเลือกเองดีกว่า        อมยิ้มเล็กน้อย

        ยศนันท์  :   ค่ะ   งั้นคุณไหมเลือกได้ตามสบายเลยนะคะนตให้ส่วนลดคุณไหมเป็นพิเศษ  เดี๋ยวให้เด็กในร้านช่วยดูแลเป็นพิเศษด้วย                    ยิ้มหวานบริการลูกค้า

        สิริมา  :  ขอบคุณค่ะ                   ยิ้มตอบ

        ยศนันท์  :  งั้นนตขอตัวนะคะ  ว่าจะไปเลือกซื้อของและก็จะเข้าออฟฟิศด้วย

        สิริมา  :  ค่ะ                   สิริมามองตามหลังยศนันท์ที่เดินกลับเข้าไปห้องทำงานด้านในด้วยความรู้สึกทึ่งเล็กน้อยในตัวยศนันท์ แน่นอนเธอสวยจัดและมีเสน่ห์และ..ที่เห็นเมื่อวันก่อนนั้น.เธอบริหารเสน่ห์ใส่นนท์เล็กน้อยและวันนี้เธอก็จะเข้าออฟฟิศ

           ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

         บ่ายแก่ๆสิริมามาหานนทวัชรที่ออฟฟิศพร้อมกับซื้อขนมมาฝากเช่นเคย เมื่อก่อนตอนที่ยังคบหากันนั้นในช่วงวันหยุดหากเขาต้องเข้ามาทำงานเธอก็ซื้อขนมมาให้เขาบ่อยๆ แม้จะไม่ชอบทานระหว่างทำงานแต่เขาก็จะเอาขนมใส่จานมาให้เธอทานระหว่างที่นั่งรอเขา

เคาะประตูห้องทำงานได้ยินเสียงตอบรับเชิญให้เข้าไปจึงเปิดประตูและเดินเข้าไป..ชะงักเล็กน้อย.เพราะเห็นใครบางคนนั่งตรงเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามเขาและใครบางคนนั้นหันมา.. คุณนต..  หันมายิ้มให้และทักทายอีกครั้ง

        ยศนันท์ :  สวัสดีค่ะคุณไหม นตพึ่งเล่าให้คุณนนท์ฟังว่าคุณไหมไปดูเสื้อที่ร้านของนตน่ะค่ะ   ยิ้มหวานให้สิริมา

        สิริมา :  สวัสดีค่ะ  อ่ออ.ค่ะ ได้มาสองชุดน่ะค่ะ        พูดและยิ้มแบบเจื่อนๆเหลือบมองทั้งคู่

        นนทวัชร  :  นั่งก่อนสิครับไหม              

        สิริมา :   ค่ะ                      รับคำและเดินไปนั่งลงตรงโซฟารับแขกด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงานของนนทวัชร   เมื่อนั่งลงเสร็จก็เหลือบเห็นช่อดอกไม้บนโต๊ะของนันท์วัชร

        ยศนันท์  :  นตมาแสดงความยินดีกับคุณนนท์น่ะค่ะ เห็นว่าวันนี้ไปพรีเซนต์งานลูกค้าแล้วลูกค้าโอเคตอบรับงาน          พูดพลางหันไปยิ้มหวานให้นนทวัชร

        สิริมา  :   ยินดีด้วยนะคะนนท์                      ยิ้มและดีใจกับนนทวัชรเช่นกัน

        นนทวัชร :  ขอบคุณครับ                            พูดเสียงปรติและยิ้มตอบ

        ยศนันท์  :  คุณไหมก็มาแสดงความยินดีกับคุณนนท์เหมือนกันเหรอคะเห็นซื้อขนมมาด้วย

        สิริมา  :   อ๋อ.ค่ะ แต่ปรกติไหมก็ซื้อขนมมาฝากนนท์เป็นประจำอยู่แล้วค่ะ

        ยศนันท์  :  อืมม ค่ะ                                    ยศนันท์พยักหน้ารับทราบแบบเหลอหลา

        นนทวัชร  :  คุณนตทานด้วยกันสิครับ       พูดเสร็จก็โทรเรียกเมย์ให้เข้ามาเอาขนมไปใส่จาน     ยศนันท์ยิ้มหวานรับส่วนสิริมายิ้มเจื่อนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

        ยศนันท์  :  เอ๊  แบบนี้น่าจะได้ดื่มฉลองกันเล็กน้อยนะคะ  วันก่อนคุณนนท์ฏิเสธนตไปครั้งหนึ่งแล้วหวังว่าวันนี้จะไม่ปฏิเสธนะคะ      พูดไปยิ้มไปให้กับนนทวัชรและหันไปทางสิริมา   “ ไปด้วยกันนะคะคุณไหม “

         สิริมา  :  ไหมไม่ดื่มน่ะค่ะ  ปรกตินนท์ก็ไม่ชอบดื่ม              อธิบายและยิ้มเล็กน้อย

        ยศนันท์ :  เอ๊ะ  แต่คุณนนท์มีร้านที่ชอบไปนั่งดื่มประจำกับเพื่อนอยู่นี่คะ พึ่งจะแนะนำนตไปเมื่อวันก่อนเอง           ทำหน้าฉงนใส่นนทวัชรเล็กน้อยพร้อมกับอมยิ้ม

        นนทวัชร :  เอ่อ.ครับ  ก็ดื่มบ้างเล็กน้อยเป็นเพื่อนนุน่ะครับ

        ยศนันท์  :  ค่ะ  งั้นวันนี้ก็ไปดื่มกันบ้างเล็กน้อยเป็นเพื่อนนตก็แล้วกันนะคะ    ยศนันท์ตั้งใจทำเจ้าชู้ใส่นนทวัชรต่อหน้าสิริมา สิริมาเริ่มรู้สึกอึดอัด   “ หวังว่าวันนี้คงไม่ปฏิเสธนตนะคะ “    พูดย้ำอีกด้วยน้ำเสียงไม่เชิงว่าห้ามปฏิเสธและยิ้มหวานจ้องหน้านนทวัชรอยู่อย่างนั้น

นนทวัชรไม่อาจปฏิเสธยศนันท์ได้สิริมาขอตัวกลับตอนห้าโมงเย็น  วัชรพงษ์ทราบว่ามีสาวสวยมาหาลูกชายพร้อมกันถึงสองคนก็คิดว่า..คงต้องทำอะไรสักอย่างเพราะรู้สึกว่าลูกชายชักจะเนื้อหอมขึ้นมาจึงบอกให้อาธรคุยกับปริมอีก

            ……………………………♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥…………………………..

  ราวสี่ทุ่มวันศุกร์ปริมกำลังนั่งทำงานที่ห้อง เสียงเคาะประตูห้องแบบเดิมๆดังขึ้น  ปริมยิ้มๆเบะปากเล็กน้อยเพราะพอใจเมื่อรู้ว่าเป็นใคร  

credit pic ภาพวาดประกอบ muslimthaipost.com ตัดภาพบางส่วน เจ้าชายดับดุล มาทีน แห่งราชวงศ์บรูไน

             ปริม  :  ขอบใจจ้าพ่อทูนหัวของพี่      พูดเย้าแหย่และยิ้มหวานใส่น้องชายและรับแก้วนมมา  ปานเบะปากยื่นแก้วนมให้เมื่อพี่สาวรับแก้วนมจากมือปานก็แบมือขอเงินทันที

        ปริม :  อะไร?                  ปริมรู้แต่ทำไม่รู้ไม่ชี้

        ปาน :  ก็..ขอตังค์          ปานพูดห้วนๆและพยายามทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้แต่ลุ้นในใจว่าพี่สาวจะให้เงินไหม

        ปริม  :  อ้าวว  ก็พึ่งให้ไปไม่กี่วันก่อนหมดแล้วเหรอ?        ปริมฉงนเล็กน้อยเพราะคิดว่าในรอบสัปดาห์มานี้ปานขอเงินเป็นครั้งที่สอง  “

        ปาน :  อื้มม..เติมน้ำมันน่ะ  นี่น้ำมันก็แทบจะเกลี้ยงถังแล้วพรุ่งนี้ต้องไปบ้านเพื่อนมีงานต้องทำส่งอาจารย์น่ะ         ปานพูดเสียงเบาลงบอกเหตุผลไปตามความจริง

จริงๆแล้วปานได้เงินเป็นรายเดือนจากป๊าและหลังจากที่พี่ปริมได้ทำงานพี่ปริมให้เพิ่มสัปดาห์ละห้าร้อยบาท  เงินค่าอุปกรณ์การเรียนหรืออะไรต่างๆที่จำเป็นระหว่างเรียนปานต้องบอกป๊า  แต่ส่วนหนึ่ง..บางครั้งปานก็แค่อยากจะ…รบกวนพี่ปริมบ้าง..เล่นๆ..ให้ก็เอาไม่ให้ก็ไม่เป็นไร..    ปานยิ้มเมื่อปริมหันหลังเดินเข้าไปในห้อง

        ปริม :  เอ้า.นี่…พันหนึ่ง  ที่ให้เพราะรู้หรอกว่ากำลังทำงานส่งอาจารย์

        ปาน :  พันเดียว!       ทำเสียงสูงแกล้งทำเป็นไม่พอใจ      “ ขี้เหนียวชะมัด  ไปทำงานก็ต้องมีซื้อขนมขะเหนิมของกินกันบ้างสิ!         ทำเป็นงอน

        ปริม :  หื้มม?       ปริมเอียงคอเล็กน้อยขมวดคิ้วแสร้งทำเป็นเสียงสูง    “  ให้ไปนั้นก็ดีแล้ว ถ้าไม่เอาก็คืนมา “       ยียวนคืนเพราะรู้ว่าน้องยียวน  ปานเบะปากอีกครั้งและยกมือไหว้ขอบคุณแบบทำเป็นไม่พอใจและเดินกลับไปที่ห้องพอหันหลังก็อมยิ้มพอใจแต่ปริมไม่เห็น    “  แหมม เป็นผู้ชายอย่าทำหน้าทำปากแบบนั้นสิจ๊ะ ไม่งามเลย “     ปริมพูดตามหลังน้องชายแล้วอมยิ้มน่ารักอารมณ์ดีที่ได้เย้าแหย่ปานแล้วปิดประตูห้อง  ปริมเดินดื่มนมไปด้วยมานั่งที่โต๊ะทำงานไม่ทันไรเสียงเคาะประตูดังอีกแต่ไม่ใช่เคาะแบบเดิมแต่ปริมนึกว่าเป็นปานจึงพูดไปด้วยขณะกำลังจะเปิดประตู

        ปริม :  ว่าไงอีกจ๊าา…        ชะงักนิดหนึ่งที่เห็นว่าเป็นพ่อกับแม่   “  ป๊า ม๊า..เข้ามาก่อนสิคะ “

ปริมปิดประตูห้องและเดินตามหลังพ่อกับแม่ที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพูดไปด้วย   “ ปริมลืมไปเลยค่ะว่าเรามีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ปริมยังทำงานไม่เสร็จเลยค่ะ “    อาธรนั่งลงตรงเก้าอี้นั่งเล่นส่วนนุชนันท์นั่งที่ปลายเตียงของลูกสาว  ปริมตามมานั่งลงตรงปลายเตียงข้างแม่

        นุชนันท์  :  ช่างเถอะลูก  ไม่เป็นไรเอาไว้ครั้งหน้าก็ได้                 ยิ้มเล็กน้อย 

        ปริม   :   ค่ะ          ปริมรับคำอย่างโล่งใจแต่ในใจก็ยังงงๆและคิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆคงเป็นเรื่องที่ขอให้เธอไปทำงานด้วยป๊ากับม๊าถึงได้มาหาเธอพร้อมกันแบบผิดปรกติอย่างนี้  รอฟังว่าทั้งสองจะพูดอะไร 

อาธรกับนุชนันท์มองหน้ากันเล็กน้อยแล้วอาธรจึงพูด

        อาธร  :   ยัยหนู.ป๊า..อยากจะพูดกับหนู.. คือ           พูดอย่างลำบากใจถอนหายใจและมองหน้าลูกสาว   “  ป๊ากับม๊าและก็..คุณลุงวัชรกับป้าอันเคยคุยกันเรื่องหนูกับตานนท์น่ะลูกว่า..หากได้หมั้นหมายกันก็คงจะดี.. “

ปริมทำตาโตทั้งตกใจและคาดไม่ถึงมองหน้าทั้งพ่อและแม่  อาธรเห็นอาการของลูกสาวเลยรีบพูดต่อ   “ คือ..แต่เรายังไม่ได้ตกลงกันเองนะลูก มันยังไม่ใช่แบบนั้น “        นุชนันท์เลยช่วยสามีพูดเสริม

        นุชนันท์ :  เราไม่ได้คิดจะคลุมถุงชนนะลูก แค่ป๊ากับม๊าคิดว่าพี่นนท์เขาก็ไม่เลวเลยทีเดียวออกจะเป็นคนดีมากซะด้วยซ้ำ       ยิ้มหยีๆหน้าเจื่อนๆ    “ หาก..เอ่ออ..เขาจะเป็นคนที่ดูแลหนูแทนป๊ากับม๊า “ พูดเสร็จก็ถอนหายใจแบบลำบากใจ

        ปริม :  ปริมไม่อยากจะเชื่อเลย! ว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้!          ปริมพูดเสียงดังและทำเสียงสูง

        อาธร :   ยัยหนู….           เรียกลูกเสียงต่ำลากเสียงยาว เขาเองก็ลำบากใจ

         ปริม :  มันก็ไม่ต่างอะไรจากการอยากจะคลุมถุงชนหรอกค่ะป๊า!      ปริมโวยวาย อาธรพูดแทรก

         อาธร :  แค่เป็นความเอ็นดูของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายน่ะลูกเลยอยากให้หนูกับพี่เขาได้ทำความรู้จักกันยังไม่มีใครบังคับใคร..  ก็เห็นว่า….ทั้งหนูและตานนท์ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีใครด้วยกันทั้งคู่ก็เลย..มันก็ไม่เชิงว่าอยากจะจับคู่หรอกลูก           พยามยามอธิบายและประโยคหลังเสียงเบาลง

       นุชนันท์ :  คุณลุงกับคุณป้าเองก็เอ็นดูหนูมาก เห็นมาตั้งนาน          นุชนันท์เสริมอีก แต่ยิ้มเจื่อนๆ

        ปริม :  ป๊าถึงอยากให้ปริมไปทำงานด้วยอย่างนั้นเหรอคะ?              ยังทำเสียงสูง

        อาธร :  ใช่ลูก  หนูกับพี่เขาจะได้รู้จักกันมากขึ้น                  ยิ้มแบบเจื่อนๆ

        ปริม :  แล้ว..ตานนท์ของป๊า เขาทราบเรื่องนี้มั้ยคะ?

        อาธร :  ทราบแล้ว..มันแค่เป็นการพยายามอยากให้หนูกับพี่เขาได้รู้จักกันมากขึ้น หนูกับพี่เขาก็เคยเจอกันมาบ้างแล้วและ…   เริ่มทำสียงต่ำลงและพูดช้าลง     “ ยัยหนู..ป๊าคิดว่า..หากป๊าอยากให้มีผู้ชายสักคนเข้ามาในชีวิตหนู.ดูแลหนูแทนป๊ากับม๊า. ป๊าก็อยากให้คนๆนั้นเป็นพี่นนท์ ..ป๊ารู้จักพี่เขามาหลายปี..ตานนท์เป็นผู้ชายที่ดีมากๆคนหนึ่งในสายตาป๊า..พี่เขาเองก็ยังไม่มีใคร.เลยอยากให้หนู..พิจารณา..”

ปริมนิ่งฟังในสิ่งที่พ่อพูดพร้อมกับนึกไปถึงตานนท์ที่พ่อพูดถึง   ปริมได้เจอกับเขาครั้งแรกที่งานเลี้ยงของบริษัทตอนนั้นปริมพึ่งเรียนมหาวิทยาลัยขั้นปีที่หนึ่งอายุย่าง 19 ทราบว่าเขาคือพี่นนท์อายุมากกว่าเธอราวเกือบ 10 ปี ที่เห็นคือเขาแค่มองเธอครั้งเดียวตอนที่ถูกแนะนำให้รู้จักกันเห็นบอกว่าขี้อายและโลกส่วนตัวสูง แล้วหลังจากนั้นก็ได้เจออีกบ้างสองสามครั้งและเห็นว่ามากับผู้หญิงสวย น่ารักท่าทางเรียบร้อยทราบว่าเป็นแฟนเขา

        ปริม :  ครอบครัวเราก็เคยทานข้าวร่วมกัน ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันหลายครั้งเขาก็ไม่เคยไปด้วย…ถ้าเขาอยากรู้จักเขาคงมาตั้งนานแล้วล่ะค่ะป๊า..        ปริมทำเสียงกระเง้ากระงอด

        อาธร :  ก็นั่นน่ะสิลูก  เพราะพี่เขาไม่เคยมาถึงไม่เคยได้รู้จักว่าหนูเป็นยังไง

นุชนันท์รีบพูดเสริม

        นุชนันท์ :  แต่หนูเองก็ไม่ไปบ้านพี่เขาเหมือนกันนะลูก หลายครั้งที่ไปเที่ยวหนูก็ไม่ค่อยไปด้วย  ปริมเหลือบมองหน้าแม่ ถอนหายใจพร้อมกับเสมองไปทางอื่น

        อาธร  :   ยัยหนู..หนูโตขึ้นในระดับหนึ่งแล้วป๊ากับม๊าก็อยากให้หนูมีคนดูแลหรือหนูเปิดโอกาสให้ใครสักคนเข้ามา และป๊า..อยากให้หนูเปิดโอกาสให้คนที่ป๊ามองไว้ ก็แค่ทำความรู้จักกันถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไรน่ะลูก           พยายามอธิบายต่อ

        ปริม :   แล้วหากไม่ชอบกันต่อไปจะทำงานร่วมกันได้ยังไงคะ?  แล้วทำไม่เขาถึงยังไม่มีใคร?  คิดว่าเขาจะยอมเรื่องนี้เหรอคะ? เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว         ยังเสียงสูงพูดเสร็จก็ถอนใจเสียงดัง หลุบตาลง มองที่พื้น     อาธรมองอาการของลูกสาวนิ่งไปครู่ก่อนพูด

        อาธร :  เรื่องนั้น..เรื่องงานหากต่อไปร่วมงานกันไม่ได้  คุณลุงกับคุณป๊าก็เตรียมไว้ไห้หนูแล้ว     ปริมหันขวับไปมองหน้าพ่อทันที

        ปริม :  ป๊าหมายความว่าไงคะ งั้นมันก็ไม่ต่างกับ….          พูดยังไม่ทันจบอาธรรีบแทรก

        อาธร  : ไม่ใช่ลูก!   คุณลุงกับคุณป้าเอ็นดูหนูและทั้งคุณลุงคุณป้ากับป๊ากับม๊าแค่อยากให้หนูกับพี่นนท์ได้รู้จักกัน..และจะดีมากหากหนูกับพี่เขาชอบพอกัน.เอ่ออ..หรือได้เป็นครอบครัวเดียวกัน…แต่หากว่า..มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็..อย่างที่หนูบอก..คงจะอึดอัดใจด้วยกันทั้งคู่ มันจึงต้องมีทางออกให้หนูน่ะลูก        พูดเสร็จก็ถอนหายใจลำบากใจ นิ่งมองลูกสาว เมื่อเห็นว่าเธอก็นิ่งไม่พูดอะไรเลยพูดต่อ     “ ยัยหนู..แต่จริงๆหนูก็รู้..ว่าที่บ้านเราเป็นแบบนี้ไม่ได้ลำบากอะไร..และเรื่องเรียนของหนูกับตาปาน..คุณลุงคุณป้าก็ช่วยสนับสนุน..สนับสนุนครอบครัวของเราเมตตาหนูและตาปาน “

 ปริมเริ่มรู้สึกว่ามีน้ำเอ่อเล็กน้อยในตา  ถอนหายใจฟึดฟัดมองพื้น แล้วหันไปพูดกับพ่อกับแม่

        ปริม :  งั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเลยจะดีกว่าไหมคะป๊า  ปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมชาติอย่างที่เป็นนี้  เขาก็ใช้ชีวิตของเขาปริมก็ใช้ชีวิตของปริมไป     นิ่งมองพ่อแล้วหันไปมองแม่แล้วพูดกับพ่อต่อเสียงอ่อนลง     ” ปริมซาบซึ้งถึงความเมตตาของคุณลุงคุณป้าที่มีต่อครอบครัวเรานะคะ แต่มันมีเรื่องอื่นอีกที่ไม่ใช่เรื่อง..แบบนี้น่ะค่ะที่ปริม..จะสามารถตอบแทนคุณลุงคุณป้าได้  “      ทั้งเหวอมึนงงกับสิ่งที่ได้ยินจากพ่อกับแม่  หันกลับไปมองที่พื้นและพยายามเก็บน้ำที่กำลังเอ่อในตาไม่ให้ไหลออกมา 

ทั้งอาธรและนุชนันท์นิ่งเงียบมองหน้าลูกสาวอย่างลำบากใจด้วยกันทั้งคู่ ปริมก็นิ่ง บรรยากาศเงียบงันไปสักครู่  อาธรถอนหายใจเบาๆอีกแล้วพูดต่อ 

        อาธร :   พี่เขาขอหมั้นกับหนูน่ะลูก..                    เสียงต่ำ อ่อนโยนลงมองหน้าลูกสาวด้วยสีหน้านิ่ง

ปริมหันไปมองหน้าพ่อเหวอหนักยิ่งกว่าเดิม อึ้ง ฉงนงงงวย ไม่คิดว่าคนที่แทบจะไม่เคยได้รู้จักกันหรือเห็นหน้ากันจะขอหมั้นหมายถึงแม้ต่างฝ่ายต่างพอจะรู้จักชื่อกันอยู่บ้างก็ตาม

        อาธร :  แต่ป๊ายังไม่ได้ตอบรับ                  ปริมขมวดคิ้วเข้าหากันและพูดทันที

        ปริม :  แน่นอนสิคะป๊า!  ป๊ากับม๊าต้องถามปริมก่อน ปริมหมั้นกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบไม่ได้หรอกค่ะ      มองพ่อแล้วหันไปมองแม่แล้วหันกลับไปมองที่พื้นแล้วถอนหายใจ พูดเสียงเบาลง   “ มันก็ไม่ต่างจากที่พูดกันตั้งแต่ตอนแรกล่ะค่ะ “     อาธรก็นิ่งไปสักครู่

        อาธร :  ใช่ลูก  ป๊าจะไม่บังคับใจหนูเรื่องหมั้น…แต่ป๊า.จะให้หนูไปทำงานที่บริษัทกับป๊า..ให้หนูยื่นใบลาออกจากที่ทำอยู่นี้ซะ      อาธรพูดเสียงจริงจัง  ปริมหันไปมองหน้าพ่ออีกรู้สึกผิดหวังทั้งสีหน้าและแววตาผิดหวังแต่ไม่พูดอะไรแล้วหันกลับเพราะรู้สึกว่าน้ำในตากำลังเอ่อๆอีกครั้ง

อาธรกับนุชนันท์มองลูกสาวก็เห็นปริมหายใจเข้าออกหนักๆ ต่างฝ่ายต่างเงียบ..

       อาธร :   ป๊าให้เวลาหนูหนึ่งเดือน              พูดเสียงต่ำจริงจัง น้ำเสียงเด็ดขาดเล็กน้อย    พูดเสร็จก็มองหน้านุชนันท์ครู่หนึ่งก็พากันออกจากห้องปริมไปแบบไม่เคลียร์ 

        ปริม :   ป๊าคะ  ยังไม่เคลียร์เลย!

ทั้งคู่ออกมาเพราะไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดไหนมาหว่านล้อมลูกหากถูกไล่บี้เลยปล่อยให้ปริมรู้สึกว่าไม่เคลียร์แบบนั้น มันไม่ต่างจากคลุมถุงชนแต่หากจะคลุมถุงชนก็อยากให้เป็นการคลุมถุงชนแบบที่ปริมเต็มใจยอม  เพราะอาธรก็อยากให้นนทวัชรเป็นคนที่ดูแลลูกสาวของเขาและเขามั่นใจว่าหากปริมได้รู้จักกับนนทวัชรไม่ยากที่ปริมจะรัก

ปริมนั่งเหวออยู่ในห้องแบบไม่เคลียร์ทำงานต่อไม่ได้ ปริมครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของเธอกับคุณลุงคุณป้าที่มีความสนิทสนมกัน ป๊ากับม๊าของเธอก็เอ็นดูตานนท์เพราะชมให้ได้ยินบ่อยๆ แม้ไม่ได้มีความรู้สึกว่ารับไม่ได้กับเรื่องนี้หรือรังเกียจ   เพราะเธอคิดว่าการแต่งงานเพราะผู้ใหญ่เห็นชอบเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม  เพียงแต่เธอไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเธอและไม่อยากจะเชื่อว่าตานนท์จะยอมทำตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่

            ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

ในเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านของนนทวัชร  เขานั่งอยู่ที่ข้างตียงนอนในห้องนอนในมือถือกรอบรูปไว้และกำลังมองดูรูปที่อยู่ในกรอบรูปนั้นอย่างครุ่นคิด แล้วก็ถอนหายใจเบาๆก่อนวางกรอบรูปไว้ที่โต๊ะข้างเตียงนอนเหมือนเดิมแล้วปิดไฟและเข้านอน.

           ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

สายวันต่อมาปริมกำลังค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของนนทวัชรจากเว็บไซต์ของบริษัทเห็นมีแต่เบอร์ของบริษัทและเบอร์ของพนักงานคนอื่นที่ไม่ใช่ชื่อนนทวัชร  จึงโทรเข้าเบอร์ของบริษัททำเป็นว่าโทรมาติดต่องานเรื่องตกแต่งคอนโดและถือโอกาสขอเบอร์โทรส่วนตัวของเขาไว้  ปริมได้ยินป๊าพูดม๊าเมื่อวานว่าวันนี้นนทวัชรเข้าออฟฟิศ

           ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

          เสาร์นี้นนทวัชรและพนักงานการตลาดบางส่วนเข้ามาเคลียร์งานที่ออฟฟิศเป็นงานของโฆษณา เขาไม่มีโต๊ะทำงานที่ชั้นบนหากมาทำงานของโฆษณาในวันหยุดเขาจะใช้ห้องประชุมแทน  บ่ายสองโทรศัพท์มือถือมีสายเข้านนทวัชรหยิบมาและรับโดยทันทีไม่ได้ดูว่าใครโทรมา

        นนทวัชร :  สวัสดีครับ                เสียงปรกติ ปริมนิ่งชะงักเล็กน้อย ตื่นเต้น เมื่อได้ยินเสียงปลายสายตอบรับก็ไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไหร่ แต่ไหนๆก็โทรไปแล้ว

        ปริม  :   สวัสดีค่ะ  เอ่ออ ใช่คุณนนทวัชรหรือเปล่าคะ?      นนทวัชรชะงักเล็กน้อยไม่คุ้นเสียงแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร

        นนทวัชร  :   ครับ..ใช่ครับ          ปรกติเหมือนเดิม ปริมยิ่งตื่นเต้นเพราะเรื่องที่จะพูดกับเขาและเพราะไม่เคยได้คุยกันเลยถึงแม้จะพอรู้จักบ้างว่าเขาเป็นใคร

        ปริม :  เอ่ออ.คือ ..ดิฉัน.ปริม.นะคะลูกสาวคุณอาธร           พยายามบังคับเสียงให้ปรกติ

        นนทวัชร  :  สวัสดีครับคุณปริม          เสียงสดชื่นขึ้นเล็กน้อยอย่างมีไมตรีเมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใครอมยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดต่อรอฟังว่าจะพูดอะไร

        ปริม  :    เอ่ออ… คุณ..       ปริมอึกอักทั้งรู้สึกเขินๆอายๆเรื่องที่จะพูดเพราะไม่แน่ใจว่าเขาขอหมั้นเธอจริงหรือเปล่า นิ่งไปเล็กน้อย

        นนทวัชร :  ครับ           ในความหมายคือว่าไงครับเพราคำพูดที่ดูท่าว่าจะอึดอัดและนิ่งไป รอฟัง    

        ปริม :   คุณขอหมั้นดิฉันจริงหรือเปล่าคะ ?           แต่ก็ตัดสินใจพูดเพราะยังไงก็ต้องพูด

นนทวัชรนิ่งไปเล็กน้อยแล้วตอบคำถามเสียงเรียบๆ

        นนทวัชร :  ใช่ครับ         คำสะกดสุดท้ายของคำก็เม้มปากไว้อย่างนั้นแล้วค่อยกลายเป็นอมยิ้มเล็กน้อย ที่ปลายสายนั้นปริมทำหน้าเหวอสิ่งที่ได้คุยกับป๊าเมื่อคืนเป็นจริงยิ่งตื่นเต้นมาก   “ ผู้ใหญ่ท่านเห็นชอบ “     นนทวัชรพูดต่อน้ำเสียงเดิม   ปริมชะงัก

        ปริม  :  คุณยอมถูกผู้ใหญ่คลุมถุงชนเหรอคะ?  คือ.เราแทบจะไม่รู้จักหรือเจอกันเลยน่ะค่ะ คุณยอมได้ยังไง?       จากที่อึกอักเมื่อครู่กลายเป็นแหวออกมาเลย    นนทวัชรนิ่งหลุบตาต่ำลงมองเอกสารบนโต๊ะแต่ยังอมยิ้มอยู่เล็กน้อย

        นนทวัชร :   ครับ  ผู้ใหญ่ก็เลยอยากให้รู้จักกัน  .แต่จริงๆก็ยังไม่ได้เป็นการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการนะครับ และท่านบอกว่าไม่บังคับคุณ       พูดอธิบายเสียงปรกติประโยคท้ายเสียงต่ำลง  ปริมชะงักในสีหน้าอีกรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวเพราะอายในสิ่งที่เขาพูด

        ปริม :  ก็ดีค่ะ  หากคุณแค่อยากจะเอาใจผู้ใหญ่ก็อย่าเลยค่ะ ..คิดว่า..อย่างคุณคงไม่ต้องเอาใจผู้ใหญ่หรือยอมถูกคลุมถุงชนหรอกค่ะ       นนทวัชรรยิ้มเพราะลักษณะเสียงเหมือนเริ่มกระเง้ากระงอด

        นนทวัชร :  พูดเหมือนรู้จักผมเลยนะครับ        ปริมรู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นกว่าเดิม  รีบปฏิเสธ

        ปริม  :  เปล่าค่ะไม่รู้จัก!        พูดเสร็จก็เม้มปากและถอนหายใจ   ที่ปลายสายนั้นนนทวัชรยิ้ม

        นนทวัชร :  แทบจะไม่เคยได้รู้จักกันเลย  ก็..รอที่จะได้รู้จักอยู่นะครับ     พูดด้วยเสียงเรียบๆแต่เป็นการเย้าแหย่ปริมนิดๆ แล้วอมยิ้มเล็กน้อย เพราะฟังจากน้ำเสียงและลักษณะการพูดของปริมก็พอจะรู้ว้ารั้นทีเดียวตามที่คุณอาอาธรบอก

ปริมเม้มปากเล็กน้อยรู้สึกตะหงิดๆที่เขาพูดเหมือนเย้าแหย่เธอนิดๆกับสิ่งที่พูดเมื่อครู่ แต่น้ำเสียงเขาราบเรียบ นิ่งๆ   ปริมคิดในใจ   ทันใดก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดกับคนที่ปลายสาย   “ สวัสดีค่ะคุณนนท์   วันนี้ก็เข้ามาทำงานเหรอคะ? “   น้ำเสียงร่าเริงเหมือนดีใจ

        ปริม  :  คิดว่าคุณคงไม่ว่างแล้วล่ะค่ะ และอยากให้คิดใหม่เรื่่องผู้ใหญ่เห็นขอบนะคะ  สวัสดีค่ะ    ปริมรีบพูดและกดวางสายทันทีถอนหายใจเม้มปาก ทั้งรู้สึกตะหงิดๆทั้งรู้สึกร้อนที่หน้า 

           ……………………………..♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥……………………………..

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.