นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนสี่

          …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………..

         ฟากที่ออฟฟิศของนนทวัชร  ยิ้มหวานชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นนนทวัชรกดโทรศัพท์แล้ววาง  เพราะเธอไม่รู้ว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่

         นนทวัชร :  คุณนต  วันนี้ก็ทำงานเหรอครับ?           แปลกใจเล็กน้อยถามกลับด้วยคำถามเดียวกัน

         ยศนันท์ :  เอ่อ ขอโทษค่ะ นตไม่ทันสังเกตุว่าคุณนนท์พูดโทรศัพท์อยู่     พูดยิ้มๆรู้สึกผิดเล็กน้อย

         นนทวัชร  :  ไม่เป็นไรครับคุยเสร็จพอดี เชิญนั่งครับ       อมยิ้มและพูดปรกติถนอมน้ำใจเมื่อเห็นท่าทีของยศนันท์

         ยศนันท์ :  ค่ะ  ออฟฟิศของนตทำวันเสาร์เว้นสัปดาห์น่ะค่ะ  แต่ส่วนใหญ่นตจะไม่ค่อยเข้าหรอกค่ะนอกจากว่าจะมีประชุมจำเป็นในวันเสาร์    ยิ้ม   ” เห็นรถคุณนนท์จอดอยู่เลยขึ้นมาดูน้องเขาเปิดประตูให้น่ะค่ะ ”   ยิ้ม

         นนทวัชร :  ครับ  ช่วงนี้ก็..นี้มีทั้งของโฆษณาและตกแต่งภายในน่ะฮะ .เลยยุ่งมาก           ยิ้ม

         ยศนันท์ :  ค่ะ  นตเห็นคุณนนท์ยุ่งตลอดจะชวนไปโน่นมานี่บ่อยๆก็เลยไม่กล้า  นี่ก็ว่าอยากจะชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดนะคะนตจะไปกับเพื่อน ไปแถวภูเก็ต   อืมม.ถือโอกาสชวนเลยแล้วกันนะคะเผื่อคุณนนท์อยากจะไปพักผ่อนบ้าง          ยิ้ม

         นนทวัชร :  ขอบคุณมากครับที่ชวน  แต่..ก็อย่างที่เห็นฮะ      พูดพร้อมกับทำท่าก้มหน้าต่ำมองงานที่โต๊ะให้ยศนันท์ดูแล้วมองกลับไปที่ยศนันท์ แล้วยิ้ม

         ยศนันท์ :  อืมม.ค่ะเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้  หากคุณนนท์ปฏิเสธนตไม่ยอมแน่ๆค่ะ  แล้ววันนี้จะกลับเร็วหรือเปล่าคะ?          ถามแบบลุ้นๆ

         นนทวัชร : อาจจะดึกครับ  มีงานโฆษณาที่ตัดต่อเสร็จแต่ผมยังไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่เกรงว่าจะถูกลูกค้าคอมเพลนหนักก็เลยให้เขาแก้ไข

         ยศนันท์ :  ค่ะ  โอเคค่ะ งั้น..แสดงว่าอาหารกลางวันก็คงทานแล้ว เอาไว้เดี๋ยวนตโทรหาแล้วกันนะค่ะ              ยอมรับอย่างจำใจ ยิ้มหวานให้อีก

         นนทวัชร  :  ครับ                      พยักหน้าตอบรับและยิ้มตอบ

         ยศนันท์ :    งั้นนตไม่รบกวน นตนัดกับเพื่อนค่ะ ไว้เจอกันนะคะ      อมยิ้ม

         นนทวัชร :  ครับ                        พยักหน้ารับและยิ้ม ยืนขึ้นเพื่อส่งยศนันท์

ยศนันท์เดินออกมาพลางคิดขณะเดินไปที่ลิฟท์เพราะสีหน้าของคุณนนท์ที่แสดงออกมาในวันนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาที่เธอเคยเห็น สีหน้าและแววตาตลอดการพูดคุยกันเมื่อครู่เต็มไปด้วยความสดใส.เขาอารมณ์ดี  ปลายสายที่เขาคุยด้วยนั้นอาจจะเป็นคุณไหม หรือว่าเธอได้หย่ากับสามีเรียบร้อยแล้ว.. และเมื่อลงมาถึงด้านล่างและก้าวออกจากลิฟท์มาก็เห็นพิษณุยืนอยู่หน้าลิฟท์  พิษณุเก้ๆกังๆเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร สาวสวยยิ้มให้อย่างมีไมตรี

         พิษณุ  :  สวัสดีครับ คุณนต

         ยศนันท์  :  สวัสดีค่ะ  มาหาคุณนนท์เหรอคะกำลังยุ่งมากเลยค่ะ นตก็เลยจะกลับ     อมยิ้ม

 พิษณุใจแป้วเล็กน้อย

         พิษณุ : ครับ  ผมโทรหานนท์ก่อนแล้ว พอดีไปที่ร้านมาเลยว่าจะแวะมานั่งเป็นเพื่อนเขาซะหน่อย พูดไปยิ้มไปเล็กน้อย     “ วันนี้มาทำงานเหรอครับ? ”

         ยศนันท์ :  ค่ะ และก็จะกลับนัดกับเพื่อนค่ะ                          อมยิ้ม

         พิษณุ :  เอ่ออ. งั้นให้ผมเดินไปส่งที่รถมั้ยครับ?

         ยศนันท์ :  ไม่เป็นไรค่ะ นตไปเองได้ คุณนุขึ้นไปหาคุณนนท์เถอะค่ะ          ยิ้มรู้สึกขอบคุณ

         พิษณุ  :  ออ..ครับ              ยิ้มอย่างเขินๆเล็กน้อยพร้อมพยักหน้า

         ยศนันท์  :  ไปนะคะ          ยิ้มให้อีก

พิษณุรับคำว่า ครับ และยืนมองยศนันท์ที่เดินจากไปด้วยหัวใจปั่นป่วนเล็กน้อย  เขาทราบว่าครอบครัวเธอมีออฟฟิศอยู่นี่ที่ เธอเล่าให้เขาฟังในวันที่นั่งดื่มด้วยกันและยังเล่าอีกว่า เธอเห็นนนท์ครั้งแรกเพราะเธอเอาเช็คค่าเช่าสำนักงานที่พนักงานฝากมาจ่ายที่ออฟฟิศของนนท์ขณะที่นนท์กำลังยืนคุยอยู่กับพนักงานและเห็นนนท์อีกครั้งที่ลานจอดรถ เธอจึงเดินเข้าไปทำความรู้จัก

          …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………..

          หลังจากวางสายจากนนทวัชรปริมก็ครุ่นคิดหนัก  เรื่องที่จะเข้าไปช่วยงานบริษัทคุณลุงวัชรที่เคยคิดไว้นั้นเป็นความตั้งใจจริงและเคยคิดว่าวันหนึ่งก็คงได้รู้จักและร่วมงานกับนนทวัชรอย่างจริงจัง แต่เรื่องที่เธอไม่คาดคิดคือ ผู้ใหญ่อยากจับคู่ให้ถึงขนาดอยากให้หมั้นหมายกัน..แล้วเขาคิดแบบไหนกันนะถึงได้ยอมทำตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ และที่รู้คือเขาเองต้องเลิกกับแฟนเพราะฝ่ายหญิงต้องแต่งงานกับคนที่ครอบครัวเห็นชอบ.น้ำเสียงและสีหน้าของป๊าที่จริงจังนั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน..คิดวนไปวนมาเพื่อหาคำตอบหาเหตุและผลที่ควรจะสมเหตุสมผลในเรื่องนี้.เรื่องงานไม่มีปัญหาแต่เรื่องหมั้นหมายไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเอาซะเลย….ฮื้ออ..ปริมถอนหายใจออกแรงๆ …แต่ไม่ว่ายังไงจะวันนี้หรือในวันหน้าก็ต้องเข้าไปทำงานให้คุณลุงวัชรอยู่ดี

          …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………..

          ดึกๆวันเสาร์พิษณุไปดื่มที่ร้านประจำ กฤษณะนั่งอยู่กับเพื่อนอยู่ก่อนแล้วเห็นพิษณุเดินเข้ามาก็ฉงนเล็กน้อยรอให้พิษณุหาที่นั่งและสั่งเครื่องดื่มเสร็จจึงเดินเข้าไปทัก

         กฤษณะ :  สวัสดีครับ                          อมยิ้มเล็กน้อย

 พิษณุหันไปมองยังที่มาของเสียง ก็เห็นเป็นกฤษณะ

         พิษณุ  :  สวัสดีครับ       ทักทายและหันไปมองรอบๆหน่อยหนึ่งแล้วถามต่อ  “  มาคนเดียวเหรอครับ ? ”           ไม่คิดว่าจะเจอกฤษณะที่นี่และไม่คิดว่าจะเข้ามาทัก

         กฤษณะ  :  มากับเพื่อนครับ  แล้ว.คุณนุมาคนเดียวเหรอครับ?

         พิษณุ :  ครับ             รับคำและอมยิ้มให้กฤษณะเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยแน่ใจในจุดประสงค์ที่เข้ามาทักทายแต่ทราบว่า คำถามเมื่อครู่คงหมายถึงว่านนท์มาด้วยหรือเปล่า  เขากับกฤษณะเจอกันบ้างตามงานสังคมและเคยมีทักทายกันบ้างบางครั้งตามมารยาท  และหลังจากกฤษณะแต่งงานกับไหมก็ออกงานสังคมคู่กัน หลายครั้งก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปทักหากแต่เกรงใจไหมและตอนที่ไหมแต่งงาน กับกฤษณะเขาก็ไปร่วมงานแต่งงานของทั้งคู่ แต่ถึงแม้จะไม่ค่อยปลื้มกฤษณะเท่าไหร่ไม่ใช่เพราะแต่งงานกับไหมแต่เพราะอุปนิสัยใจคอส่วนตัวของกฤษณะที่เขาเองก็พอจะได้ยินมาจากเพื่อนพ้องในแวดวงสังคมมาบ้าง.แต่ก็ให้เกียรติ อย่างน้อยก็เป็นสามีของเพื่อนและอยู่ในแวดวงสังคมที่ต้องได้เจอกันอยู่บ้าง

         กฤษณะ :  หากไม่รังเกียจก็ไปนั่งด้วยกันสิครับจะได้มีเพื่อนดื่ม     ยิ้มเล็กน้อยชวนอย่างจริงใจ

         พิษณุ :  ขอบคุณมากนะครับที่ชวน..ผมนัดเพื่อนน่ะครับ

         กฤษณะ  :  อ้อ   ครับ           กฤษณะอมยิ้มเล็กน้อย พยักหน้ารับทราบ

พิษณุอมยิ้มและพยักหน้าให้เล็กน้อยเช่นกันแล้วนั่งหันข้างให้แล้วยกแก้วขึ้นมาดื่ม กฤษณะนิ่งครู่หนึ่ง รอจังหวะแล้วถามต่อ  “  เอ่อ คุณนุได้คุยกับไหมหรือได้เจอกันบ้างหรือเปล่าครับ? “

         พิษณุ :  ไม่ค่อยได้เจอเลยครับ  ผมงานยุ่งๆก็แชทไปถามบ้าง เขาก็บอกว่า..ก็.โอคน่ะครับ   พิษณุพูดในแบบอธิบายไปตามความจริง  กฤษณะเชื่อในสิ่งที่พิษณุพูดเพราะรู้ว่างานของพิษณุเองก็เยอะและ.พิษณุไม่ใช่คนที่ภรรยาของเขาโทรปรึกษาหรือเล่าปัญหาให้ฟังหรือไปไหนมาไหนด้วยหลังแยกออกมาอยู่ที่คอนโดคนเดียว

         กฤษณะ  :  ครับ ..เอ่ออ..งั้น.หากคุณนุมีเพื่อน ผมก็ขอตัวไปหาเพื่อนนะครับ  ไว้เจอกัน   กฤษณะพูดไปพลางพยักหน้าไป พิษณุก็พยักหน้าและรับว่า ครับ กฤษณะเดินแยกกลับไปที่โต๊ะ  พิษณุก็หันกลับและยกแก้วขึ้นมาดื่มทำหน้าครุ่นคิด เพราะเมื่อตอนบ่ายที่แวะไปหานนท์มานั้นเขาสังเกตุว่านนท์กำลังมีอะไรบางอย่าง  เพราะสีหน้าแววตาและท่าทางที่สดใสของนนท์ในวันนี้  นนท์ไม่ได้มีท่าทีแบบนั้นมาหลายปีมันทำให้เขาแปลกใจ และแน่นอนไหมกับกฤษณะยังไม่ได้หย่ากัน.

…………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

          สายวันอาทิตย์ปริมลงมาทานข้าวในครัวเห็นกับข้าวที่เป็นอาหารโปรดสองอย่างกับข้าวสวยเตรียมไว้ให้ก็รู้ว่าเป็นฝีมือม๊ากับป๊า พอนั่งลงน้าใจ แม่บ้านก็ยกน้ำดื่มมาเสิร์ฟ

         ใจ :  คุณแม่ลงมาเตรียมอาหารให้หนูปริมตั้งแต่เช้าเลยนะคะ       พูดไปยิ้มไปและเอ็นดู ใจรู้ว่าเจ้านายคงมีเรื่องงอนกันมากเพราะไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน  เมื่อเช้าคุณนุชนันท์เตรียมอาหารเสร็จก็ให้ใจขึ้นไปเรียกหนูปริมลงมาแต่หนูปริมบอกว่าเดี๋ยวสายๆจะลงมา และเลี่ยงที่จะทานอาหารพร้อมคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เมื่อวาน ดูจากรูปการณ์ก็รู้ว่าใครงอนใคร  ปริมยิ้มมองน้าใจ

         ปริม :  ขอบคุณค่ะ

         ใจ   :  มีขนมหวานเพิ่มด้วยนะคะ  หากทานเสร็จก็เรียกน้านะคะ

         ปริม  :   จ้ะ       ปริมอมยิ้มพยักหน้าตอบน้าใจ  ใจเดินเลี่ยงออกไปทำอย่างอื่นแต่เดินมาหา          นุชนันท์ที่รออยู่อีกห้องก่อน

         ใจ  :  กำลังทานค่ะ

         นุชนันท์ :  จ้ะ           ยิ้มรับ  ถอนหายใจเบาๆและโล่งใจที่ลูกสาวทานข้าว เพราะตั้งแต่เมื่อวานเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องและเลี่ยงที่จะทานอาหารด้วย ให้ใจเอาขึ้นไปให้ก็ทานแค่เล็กน้อย

ที่บ้านมีใจเป็นแม่บ้านคนเดียวเพราะขนาดของบ้านไม่ได้ใหญ่โตหรูหราอะไรอาธรกับนุชนันท์ต้องการแค่นั้น  และนุชนันท์ต้องการที่จะดูแลสามีและลูกๆด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด  เธอจะเข้าครัวช่วยกันกับใจทำอาหารเกือบทุกวัน หากมีธุระต้องไปทำข้างนอกส่วนใหญ่จะเป็นปานที่เป็นคนพาไปบ้างแล้วแต่เวลาเรียนของปานหากพอพาไปได้หรือไม่ก็ขับรถไปส่งปานที่มหาวิทยาลัยก่อนแล้วไปทำธุระเอง

…………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

          ตอนหัวค่ำวันอาทิตย์นนนทวัชรกับพิษณุนัดกันเข้าไปที่ร้านแถวชานเมือง   ร้านอาหารถูกออกแบบและตกแต่งด้วยไอเดียของนนทวัชรเป็นหลักพิษณุจะช่วยเสริมและออกความคิดเห็นบางจุดตามความต้องการ แน่นอนเพราะเพื่อนเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในและพวกเขาเน้นเรื่องบรรยากาศ และรสชาติของอาหารมากกว่าปริมาณ

พิษณุนั่งดูเอกสารส่วนหนึ่งที่โต๊ะทำงานส่วนนนทวัชรนั่งดูเอกสารอีกส่วนที่โซฟา

         พิษณุ  :   อยากได้รายงานอะไรแบบที่มันจะแสดงว่ายอดขายสาขานี้ประมาณนี้ สาขานี้ประมาณนี้ .แบบ..เปรียบเทียบกันแบบ.เป็นกราฟก็ได้ นอกจากดูยอดขายแต่ละที่น่ะ

         นนทวัชร :  อื้ม  ก็.คงต้องบอกสำนักงานบัญชีเขาทำให้เพิ่มหากอยากจะดู    นนทวัชรพูดโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมามองกำลังดูรายการเกี่ยวกับการซื้อวัตถุดิบทำอาหาร  ร้านอาหารของพวกเขามีพนักงานบัญชีการเงินประจำร้านแต่มีสำนักงานรับทำบัญชีทำบัญชีให้อีกทอดหนึ่ง  ทั้งคู่ยังไม่คิดที่จะเปิดออฟฟิศของร้านอาหารถึงแม้มันจะไปได้ดีมาพอสมควรแล้วก็ตาม ให้สำนักงานบัญชีดูแลไปก่อนเพราะเป็นแบบนี้มาแต่แรกก็โอเคดี

         พิษณุ  :   สาขานี้ไม่เลวนะ  ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ นึกไปถึงสาขาที่สิบเอ็ดนะเนี่ย!    พูดแบบขำๆ   นนทวัชรเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนยิ้มกว้างขำๆเช่นกันเพราะคำพูดที่อารมณ์ดีของเพื่อนแล้วก้มหน้าลงทำงานต่อ   พิษณุมองดูนนทวัชรหลังจากเห็นปฏิกิริยาเมื่อครู่ของเพื่อนจึงละมือจากเอกสารและตั้งใจพูด    “ เมื่อวานเจอคุณกฤษณะเขาถามเรื่องไหมด้วย แต่บอกว่าไม่ค่อยได้เจอกัน “

         นนทวัชร :  อื้ม        แต่ยังทำงานอยู่ พิษณุเห็นเพื่อนไม่มีปฏิกิริยาเท่าไหร่ต่างจากเมื่อครู่จึงเอนหลังพิงเก้าอี้แขนข้างหนึ่งท้าวแขนที่เก้าอี้ แขนอีข้างงวางบนโต๊ะพร้อมกับเคาะนิ้วบนโต๊ะเบาๆ นิ่ง เพ่งมองนนทวัชร  ทุกอย่างเงียบ นนทวัชรรับรู้อาการของเพื่อนครู่หนึ่งจึงวางเอกสารและเงยหน้าขึ้นมาพูดโดยไม่หลบสายตาเพื่อบอกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นจริง

         นนทวัชร :   ไม่ได้มีอะไรจริงๆ  และ..คงไม่ได้กลับไปเป็นแบบเดิม 

  พิษณุโยกตัวกลับมานั่งในท่าตัวตรงเหมือนเดิมมือประสานกันบนโต๊ะ จ้องเขม็งไปที่นนทวัชร

         พิษณุ  :  งั้น..แล้วอะไรที่มันทำให้ฉันรู้สึกว่า..กำลังมีอะไรบางอย่างดีๆ

 สีหน้าและแววตาของเพื่อนที่จ้องเขม็งมานั้นนทวัชรรู้ว่าเลี่ยงที่จะตอบหรือปฏิเสธไม่ได้ นุคือเพื่อนที่เขาสนิทด้วยที่สุดและรู้จักกันมานานแม้โตขึ้นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้เสมอ   ก้มหน้าต่ำลงมองที่เอกสารนิ่งครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อนอีก

         นนทวัชร :   ฉัน..กำลังจะมีคู่หมาย..      พูดเสียงต่ำและน้ำเสียงจริงจังบอกให้เพื่อนรู้  แต่ไม่ยิ้ม

พิษณุฉงนในสีหน้าและชะงักเล็กน้อย ไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่คนที่เขากำลังคิดหรือเปล่า

         พิษณุ :  คุณนตเหรอ?                  ถามเสียงต่ำน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน

นนทวัชรหลุบตาต่ำมอ่งที่เอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง ถอนหายในเบาๆพูดโดยที่ยังมองที่เอกสารบนโต๊ะ

         นนทวัชร :  ไม่ใช่              แต่เสียงเบานั้นชัดเจนในคำตอบ

พิษณุทำหน้าเหลอหลาสองสามประโยคที่สื่อสารกันเมื่อครู่ไม่มีรอยยิ้มจากสีหน้าเพื่อนและบรรยากาศเงียบงัน เพื่อนถามคำก็ตอบคำ เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าจะถามต่อดีไหม  แต่นนทวัชรเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนและพูดต่อ

         นนทวัชร :   ปริม  ลูกสาวคุณอาอาธร

แม้น้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตานั้นเป็นประกายเล็กน้อยหรือนี่คือสิ่งที่เขาคิดว่าคืออะไรดีๆที่กำลังจะเกิด..ปริม.  พิษณุคิดขณะที่มองเพื่อนที่กำลังก้มหน้าทำงานต่อ

…………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥   ♥ ♥ ……………………………………….

          ราวสี่ทุ่มเศษวันจันทร์ปริมอาบน้ำเสร็จเดินมาที่โต๊ะทำงานเห็นแก้วนมวางอยู่บนโต๊ะก็อมยิ้มเล็กน้อยในความน่ารักของน้อง   ปานคงจะเข้ามาตอนที่เธอกำลังอาบน้ำหรือคงตั้งใจเลี่ยงเพราะเห็นบรรยากาศภายในบ้าน ถอนหายใจเบาๆเป็นกำลังใจเล็กๆที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างหยิบแก้วนมขึ้นมาดื่มและก็นั่งลงที่โต๊ะ  ปริมลองค้นหาชื่อของนนทวัชรทั้งจากอินสตราแกรมและเฟสบุ๊ค  อินสตราแกรมถูกปิดไม่กี่เดือนก่อนหน้าและก็…หาในเฟสบุ๊คก็ไม่มี

            ปริม :   ชื่ออะไร? ..ไม่มี…      บ่นไปทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมหาข้อมูลไปเลยหาในข่าวเกี่ยวกับธุรกิจหรือข่าวซุบซิบในแวดวงนักธุรกิจหรือเซเลบริตี้เผื่อจะมี ..แล้วก็ไปเจอข่าวเก่าหลายสัปดาห์ซุบซิบเรื่องการหย่าของสิริมา  ปริมจำผู้หญิงสวยน่ารักเรียบร้อยคนนั้นได้.เธอ..คือคนที่นนทวัชรควงมาที่งานเลี้ยงบริษัทเมื่อหลายปีก่อน ปริมอ่านข่าวซุบซิบนั้น..ชะงักและอึ้งเล็กน้อยเมื่ออ่านไปเจอเนื้อหาบางส่วนของข่าวบอกว่า วงในเขาซุบซิบกันว่ามีการลงไม้ลงมือกันเกิดขึ้นภรรยาสาวจึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกจากบ้านสามีทายาทนักธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ทันทีและดูท่าว่าครั้งนี้จะจบลงด้วยการหย่า  ปริมรู้สึกอึ้งและเห็นใจสิริมาเล็กน้อย หากข่าวนั้นเป็นจริงเธอก็น่าสงสาร ..แสดงว่า.เสียงผู้หญิงที่ได้ยินในวันที่โทรไปหานนทวัชรนั้น..คือ..สิริมา..

           …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

           ใกล้บ่ายโมงวันอังคารขณะอาธรกำลังนั่งทำงานมีสายเข้าจึงหยิบโทรศัพท์มาดูเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของลูกสาวก็ชะงักเล็กน้อย แบ่งรับแบ่งสู้ว่าลูกจะโทรมาด้วยเรื่องอะไร

            อาธร  :  ว่าไงลูก              น้ำเสียงอ่อนโยน แม้สองสามวันที่ผ่านมามีเรื่องให้ลูกตะหงิดๆและงอนแต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ได้มีอะไรนอกจากความหวังดี และคิดว่าปริมคงคิดอย่างหนักแล้วและทำใจ

            ปริม  :  ปริมยื่นใบลาออกแล้วนะคะป๊าอีกสามสิบวัน แต่ปริมใช้สิทธิ์ลาพักร้อนที่เหลือสิบสองวันเลยทำงานต่ออีกแค่ราวๆสองอาทิตย์กว่าค่ะ     ปริมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ในน้ำเสียงราบเรียบนั้นแฝงไปด้วยความเป็นผู้ใหญ่อาธรรู้สึกได้  ใช่ น้ำเสียงลักษณะแบบนั้น จังหวะการพูดแบบนั้นเขาไม่เคยได้ยิน ปรกติเมื่ออยู่ด้วยกันในเวลาส่วนตัวเธอเป็นคนร่าเริงน่ารัก ขี้อ้อนเล็กน้อย  ใช่..เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

             อาธร :  จ้ะ.             อาธรรับคำกับสิ่งที่ลูกพูดอย่างเข้าใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม

              ปริม  :  แต่ปริมจะยังไม่เข้าทำงานเลยทันทีนะคะ  สามสิบวันก็คือสามสิบวันค่ะป๊า    อาธรอมยิ้มที่ลูกสาวเริ่มต่อรองแบบเง้างอน ทั้งๆที่เมื่อครู่พึ่งจะรู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ของเธอแต่ไม่ทันไรเธอก็กลับมีความเป็นเด็กในทันที  นี่คือปริม.ลูกสาวของป๊า

              อาธร :  จ้ะ  แล้วแต่หนูลูก                อมยิ้ม ยอมใจให้ลูก

             ปริม  :  ค่ะ  งั้น.ปริมต้องทำงานแล้ว แค่นี้นะคะป๊า       พูดด้วยความงอนๆรีบพูดและกดวางสาย ทันที แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีอะไรให้เธอรู้สึกตะหงิดๆป๊ากับม๊าได้มากขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆเพราะความขี้งอนของเธอ  

            ฟากอาธรผู้เป็นพ่อหลังจากที่ปริมตัดสายไปก็นั่งยิ้มกว้างด้วยความดีใจที่ได้ยินข่าวดีจากลูกสาวในวันนี้  เขาแค่อยากให้ลูกได้เจอคนดีๆโดยเฉพาะคนดีๆอย่างนนท์  ทั้งเขากับวัชรพงษ์เป็นเพื่อนกันมานานเขารู้จักครอบครัวนี้ดีว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้ขนาดไหน  หากปริมไม่โสดเขาก็จะไม่มีวันยุ่งกับลูกเรื่องนี้

          …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

          วัชรพงษ์มาหานนทวัชรที่ห้องเคาะประตูแล้วเปิดและเดินเข้ามาเลยทันที เห็นเมย์ยืนรอแฟ้มเอกสารที่ลูกชายกำลังก้มหน้าก้มหน้าเซ็น จึงเดินไปนั่งลงตรงโซฟารอนนท์เซ็นเอกสารให้เสร็จ

           นนทวัชร :  อันนี้รายงานการประชุมของครั้งที่แล้วเหรอ?  ใครจะเอาไปทำอะไร?    ถามขณะกำลังดูเอกสารชุดนั้นในแฟ้ม 

           เมย์  :    อ๋อ  ฝ่ายบัญชีเขาขอสำเนาเพื่อเอาไปแนบเอกสารขอเปิดบัญชีธนาคารเพิ่มของอินทีเรียค่ะชุดที่คุณนนท์เซ็นไปเมื่อครู่ เมย์แยกให้น่ะค่ะ

            นนทวัชร :  อ๋ออ.อื้มม     นนทวัชรพยักหน้ารับทราบสิ่งที่เมย์อธิบาย เซ็นเอกสารเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาถามเมย์ต่อ   “ แล้ว..เรื่องสัญญาเช่าที่เหลือและเงินมัดจำของลูกค้าชั้นสามที่จะย้ายออกเป็นไงบ้าง? “

            เมย์  :  เมย์แจ้งฝ่ายบัญชีไปแล้วค่ะเขากำลังทำอยู่ รอให้เรียบร้อยก่อนค่อยให้คุณนนท์ดู ไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้ค่ะ

            นนทวัชร :  ออ..ครับ..ลูกค้าถามน่ะ เจอที่ลานจอดรถเมื่อวาน  อื้ม..โอเค

 นนทวัชรพูดพร้อมพยักหน้ารับทราบสิ่งที่เมย์ตอบพร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารส่งให้เมย์ เมย์เดินออกไปและยกน้ำดื่มมาเสิร์ฟวัชรพงษ์ต่อ

           วัชรพงษ์ :  เพื่อนพ่อเขาแนะนำเพื่อนเขามาเรื่องออฟฟิศที่ตึกเรา  แต่เห็นนนท์บอกว่าอยากเก็บไว้เองมีโครงการอะไรที่ชัดเจนแล้วหรือยังว่าจะทำอะไร?

นนทวัชรลุกจากโต๊ะทำงานมานั่งที่โซฟาตัวเดียวกับพ่อ

            นนทวัชร :   ครับ  คุณนตเขาชวนผมว่าอยากจะให้ร่วมนำเข้าเครื่องสำอางค์จากแถวเอเชียนี่น่ะฮะ  ผมก็สนใจบ้างแต่ไม่ถึงขนาดว่าอยากทำมากและคุณนตเธอเกริ่นๆเรื่องออฟฟิศชั้นสามหากลูกค้าย้ายออก

            วัชรพงษ์  :  อืมม.หากนนท์ไม่ทำหนูนตก็จะทำกับเพื่อนเขา?      พูดและถามในประโยคเดียวกัน

            นนทวัชร  :  ครับ                                 ตอบคำถามพร้อมพยักหน้า

            วัชรพงษ์  :   งั้น.พ่ออยากให้เคลียร์เรื่องออฟฟิศชั้นสามให้ชัดเจนว่าจะยังไง พ่อจะได้บอกเพื่อน

             นนทวัชร  :  ครับ.ผมจะรีบเคลียร์ให้    คุณพ่อจะออกไปข้างนอกเหรอครับ?

วัชรพงษ์ยิ้มมองหน้าลูกชายและแจ้งข่าวที่ได้ยินมาวันนี้ให้ลูกชายทราบ

             วัชรพงษ์ :  หนูปริม.ตอบตกลงจะมาร่วมงานกับเราในเดือนหน้านี้ หนูปริมยื่นใบลาออกแล้วคุณอาบอกพ่อเมื่อครู่    

นนทวัชรมองหน้าพ่อนิ่งครู่หนึ่งเม้มปากเล็กน้อย

              นนทวัชร :  ครับ       รับทราบและยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย    “ เอ่ออ.ไม่ได้บังคับใช่มั้ยฮะ? ”      ถามเสียงปรกติ

             วัชรพงษ์ :  ไม่รู้สิ..คุณอาเขาจัดการน่ะ         วัชรพงษ์ทำเหรอหราแล้วยิ้ม  

นนทวัชรหลุบตาต่ำอมยิ้มเล็กน้อยและนึกไปถึงวันที่ปริมโทรมาหาเขาคงจะทั้งงงและฉงน น้ำเสียงที่กระเง้ากระงอดเล็กน้อยนั้นดูท่าจะขี้งอนไม่ใช่เล่นอย่างที่คุณอาอาธรบอก

             วัชรพงษ์ : แล้วคิดหรือยังว่าจะให้หนูปริมเขาทำที่ไหน?

              นนทวัชร : ครับ ว่าจะให้ทำที่ออกแบบตกแต่ง                      พูดกับพ่อและอมยิ้มเล็กน้อย

              วัชรพงษ์ : อืมม แล้วแต่นนท์นะ แล้วก็หนูปริมเขาด้วยหากไม่ถนัด     พูดไปพยักหน้าไปรับทราบสิ่งที่ลูกพูดและแสดงความเห็นเล็กน้อย แล้วยิ้ม

นนทวัชรมองหน้าพ่อและยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไรแล้วหลุบตาต่ำลงทำท่าคิด  สิ่งที่นึกถึงปริมคือน้ำเสียงกระเง้ากระงอดในวันนั้น.และเพราะน้ำเสียงที่กระเง้ากระงอดในวันนั้นภาพของปริมที่เขานึกถึงคือ.สาวน่ารักวัยใสที่สวมชุดเดรสกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีฟ้าอ่อนและสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวมาร่วมงานเลี้ยงที่บริษัทเมื่อราวสิบปีก่อน. อมยิ้มเล็กๆนั้นกลายเป็นรอยยิ้มและมีเสียงหึในลำคอ  วัชรพงษ์ซึ่งกำลังมองหน้าลูกชายอยู่.ก็ยิ้มเช่นกัน.

            …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

           วันพุธสิริมาไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านย่านชานเมือง เธอมาเยี่ยมพ่อกับแม่สัปดาห์ละสองถึงสามครั้งแม้ในขณะที่ยังดีกันอยู่กับกฤษณะหรือตอนนี้  เธอเป็นลูกสาวคนเดียวพ่อของเธอเคยทำธุรกิจขนาดเล็กเกี่ยวกับทำผ้าม่านก็พอไปได้ดีครอบครัวไม่ได้ลำบากอะไร  ส่วนแม่เคยทำงานออฟฟิศและเป็นแม่บ้าน เมื่อแต่งงานกับพ่อแต่แม่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆช่วยพ่อทำงานและหาลูกค้าบ้าง แม่ของเธอกับแม่ของกฤษณะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย  เมื่อเธอกับกฤษณะแต่งงานกันเธอจึงให้ท่านทั้งสองพักผ่อนอยู่ที่บ้านไม่ต้องทำงาน  เธอทราบว่ากฤษณะมาที่นี่สองครั้งหลังจากที่เธอย้ายออกมาอยู่คอนโดและยังทราบว่าเขาพูดเข้าข้างตัวเองเพื่อให้พ่อกับแม่ของเธอเห็นใจ  นั่นจึงเป็นเหตุที่พ่อกับแม่ของเธอได้พยายามหว่านล้อมให้เธอกลับไปคืนดีกับเขา  แต่..ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดก่อนที่เธอจะเก็บเสื้อผ้าออกมาจากบ้านเขานั้น..เขาอาจจะแค่..โมโหขนาดหนัก..หรือ..ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้.เลยตบหน้าเธอ..ถึงแม้มันจะเป็นการยั่วยุอารมณ์โกรธของทั้งสองฝ่าย..แต่..ทุกอย่างที่มันสะสมมาก็ถูกระบายออกมาทั้งหมดแล้วในวันนั้น สะสมมาตั้งแต่ปีที่สองที่แต่งงานกันเธอจึงตัดสินใจที่จะไม่มีลูกกับเขา  เพราะอนาคตที่เธอเคยคิดไว้ว่ามันจะเป็นมันก็เป็นแล้วในวันนี้ เธอไม่สามารถที่จะทนใช้ชีวิตคู่กับคนแบบนั้นไปตลอดชีวิตได้  หญิงสาวนั่งคิดความในใจกับปัญหาในชีวิตและหยุดคิดต่อทันทีเมื่อได้ยินเสียงของแม่พูดด้วย

            ปรางค์ทิพย์  : ทานซะหน่อยสิลูก แม่ทำไว้ให้         ปรางค์ทิพย์ยกขนมหวานมาให้ลูกสาว

            สิริมา  :   ขอบคุณค่ะแม่ หนูกำลังคิดอะไรเพลินๆน่ะค่ะ      ยิ้มขอบคุณ

            ปรางค์ทิพย์  :  อืม  ก็ยังดีที่ได้คิดอะไรเพลิน         สิริมาหุบยิ้มเล็กน้อย ปรางค์ทิพย์เห็นว่ามันเหือดแห้ง  เธอพยามยามจะให้กำลังใจลูกจึงเย้าแหย่เล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศและพูดโดยที่ไม่ได้คิดอะไรหรือไม่ทันได้คิดไหมจึงอาจจะไม่เข้าใจ   “ หนูอยู่ที่คอนโดคนเดียวคงเหงาแย่ จะมาค้างที่บ้านกับพ่อกับแม่บ้างก็ได้ “

            สิริมา  :  ไม่หรอกค่ะ หนูก็ไปโน่นมานี่กับเพื่อนบ้าง         หลุบตาต่ำถอนหายใจเบาๆแล้วพูดต่อ  “ คิดว่าหากเรื่องหย่าเรียบร้อยถึงจะหาอะไรทำเป็นเรื่องเป็นราว “ 

            ปรางค์ทิพย์  :  หนูตัดสินใจแน่แล้วใช่มั้ย..มันไม่มีโอกาสที่จะ.คืนดีกันแล้วใช่มั้ยลูก?

             สิริมา  :  ไม่ค่ะแม่  มันไม่มีโอกาสนั้นแล้วหนูให้โอกาสตัวของหนูเองให้ชีวิตของหนูได้เดินหน้าต่อไปดีกว่าค่ะ    หญิงสาวพูดโดยที่ไม่หลบสายตาจากแม่เพื่อให้แม่ได้รู้ถึงความแน่วแน่ของเธอ ผู้หลักผู้ใหญ่มักจะพูดว่าให้อภัย ปรับตัวเข้าหากัน บางสิ่งบางอย่างต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง..เธอทำแล้ว..และเธอคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ไปตลอด  สิริมาเอื้อมมือไปกุมมือแม่แล้วพูดต่อ    “ หนูเข้าใจและพยายามแล้วในสิ่งที่พ่อกับแม่พูดนะคะ หนูรู้ว่าว่าแม่เข้าใจว่าปัญหาในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นหนูอยากให้พ่อกับแม่ยอมรับในการตัดสินใจของหนูและอยู่ข้างหนู “

             ปรางค์ทิพย์นิ่งมองหน้าลูกสาวอย่างสงสารและเห็นใจเอื้อมมืออีกข้างมากุมมือตอบและตบเบาๆอย่างเข้าใจและให้กำลังใจ  เธอยอมรับในใจว่าเธอเองพยายามฝากฝังลูกกับพจนีย์คุณแม่ของ กฤษณะที่เป็นเพื่อนกันแต่ไม่ใช่เรื่องฐานะเพียงอย่างเดียวและไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่เป็นเพราะกฤษณะเองก็พึงพอใจไหมประกอบกับสถานะของธุรกิจที่กำลังเริ่มถดถอย ณ ขณะนั้น เธอจึงอยากไห้ลูกมีชีวิตที่มั่นคงมากขึ้นจึงไม่ปฏิเสธและสนับสนุนที่พจนีย์กับกฤษณะแสดงความสนใจอยากใกล้ชิดกับไหมและอยากให้เป็นสะใภ้ หลายครั้งที่ลูกระบายปัญหาให้ฟังเธอกับพจนีย์ก็พยายามโน้มน้าวให้ไหมมีลูกเผื่อจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือเปลี่ยนไปบ้าง  แต่.ก็อย่างที่ไหมพูดหลายครั้งเวลามีปัญหาและมาระบายให้ฟ้งว่า หากไม่เจอด้วยตัวเองก็ไม่มีใครมีวันที่จะเข้าใจ.  

             ปรางค์ทิพย์  :  ถ้าหนูตัดสินใจแล้ว ก็แล้วแต่เถอะลูก                 พูดไปพยักหน้าไปแบบเข้าใจ

             สิริมา  :  หนู..อยากให้แม่ช่วยพูดกับคุณพจนีย์เรื่องหย่า อีกแรงค่ะ     พูดเสร็จก็มองหน้าแม่อยู่อย่างนั้น  ปรางทิพย์มองหน้าลูกสาวแล้วถอนหายใจอย่างหนักใจ

           …………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

            วันต่อมานนทวัชรเรียกวัฒนาผู้จัดการฝ่ายบุคลให้มาพบเพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องรับพนักงานคนใหม่จะมาร่วมงานในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าและให้จัดการเตรียมโต๊ะทำงานและอุปกรณ์การทำงานไว้ไห้ วัฒนารับทราบ

             นนทวัชร  :  โอเค  ฝากบอกเมย์เรียกเบียร์ให้มาพบผมหน่อย   

              วัฒนา  :  ได้ครับ  

นนทวัชรอมยิ้มและพยักหน้า เรียกเบียร์พนักงานฝ่ายโฆณษณาและเป็นมือขวาด้านโฆษณาของเขามาคุยเรื่องงานต่อ

 เมื่อเดินออกมานอกห้องวัฒนาก็พูดเสียงเบาๆแทบจะเป็นเสียงแบบกระซิบกระซาบกับเมย์แบบสั้นๆให้ได้ใจความ

              วัฒนา  :  พนักงานใหม่ จะมาเดือนหน้า  รู้เรื่องมั้ย?     เมย์เลิกคิ้วถามแบบเสียงแทบจะกระซิบเหมือนกันว่า เหรอ?  แล้วก็ส่ายศีรษะดิกๆ  วัฒนาพยักหน้าหงึกๆสองสามครั้งรับรู้แล้วก็พูดเสียงปรกติ  “ คุณนนท์ให้เรียกเบียร์มาพบหน่อย “  แล้วเดินจากไป เมย์ทำหน้างงๆเล็กน้อยไม่ใช่งงวัฒนา แต่งงเรื่องพนักงานใหม่ที่วัฒนาบอกมองตามหลังวัฒนาครู่หนึ่งก็ยกหูโทรศัพท์โทรหาเบียร์เรียกให้มาพบคุณนนท์

…………………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………….

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.