นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนเจ็ด

 ………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………………

        บ่ายสามนนทวัชรกับเมย์เดินผ่านแผนกอินทีเรียเพื่อขึ้นไปประชุมเรื่องโฆษณาที่ชั้นบน  นนทวัชรเหลือบมองเล็กน้อยขณะกำลังจะเดินผ่านไปเห็นปริมกับนาวินกำลังนั่งคุยกันเรื่องงานอยู่ที่โต๊ะทำงานของปริมด้วยท่าทีที่เข้ากันได้ดี 

นาวินให้ปริมแก้ไขบัดเจ็ทเลยและถือว่าให้งานนี้เป็นงานแรกของปริมไปเลยเนื่องจากงานต้องแก้ไขและมีการรีไวซ์ราคาสินค้าจากซัพพลายเออร์ ทั้งให้ดูเอกสารและไฟล์งานในคอมพิวเตอร์ในส่วนที่ต้องแก้ไขรวมทั้งอธิบายรายละเอียดเนื้อหาของงานและขั้นตอนในการทำงาน ปริมก็ตั้งใจและรับฟังและจดบันทึกในสิ่งที่นาวินพูดไปด้วย  ก่อนหน้านั้นจะดูบัดเจ็ทจากแผนกบัญชีเมื่อปริมเข้ามาเลยให้ทำบัดเจ็ทในส่วนของแผนกแยกต่างหากและมีงานอื่่นด้วย

         นาวิน :  หากเสร็จรบกวนรีเช็คงานอีกครั้งและส่งอีเมล์ให้ผมซีซีถึงคุณเมย์และคุณนนท์ด้วยครับ คุณนนท์อยากได้ภายในวันจันทร์นี้        ยิ้ม

 ปริมยิ้มพยักหน้าและรับคำว่า ค่ะ แล้วนาวินก็เดินกลับไปที่โต๊ะ ปริมก็ขะมักเขม้นกับงานต่อ

ผ่านไปสองชั่วโมงนนทวัชรกับเมย์ก็ยังไม่ลงมาแสดงว่าประชุมเรื่องโฆษณายังไม่เสร็จคุณลุงกับป๊าก็คงอยู่ในห้องประชุมด้วยสินะ  ปริมเดินไปที่เครื่องถ่ายเอกสารเพื่อถ่ายเอกสารงาน ขณะกำลังยืนถ่ายเอกสารอยู่นั้นก็มีเสียงผู้หญิงทักจากด้านหลังและปริมคุ้นเสียงนี้จึงหันไปทักทายตอบ สาวสวยเปรี้ยวท่าทางมั่นใจในตัวเองสูงคนเดิมยืนยิ้มหวานให้อยู่

         ยศนันท์  :   สวัสดีค่ะ                      ยิ้มหวานสไตล์เธอ

         ปริม :  สวัสดีค่ะ                 ปริมยิ้ม ทักทายตอบอย่างสุภาพตามมารยาทเพราะเธอกับสาวสวยคนนี้ยังไม่เคยถูกแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ และไม่แปลกใจที่เห็นเธอเข้ามาในออฟฟิศนี้คงมาบ่อยจนพนักงานคุ้นเคย

         ยศนันท์ :  พี่ชื่อนตค่ะ เป็นเพื่อนคุณนนท์     

         ปริม :  ปริมค่ะ                 ปริมยกมือไหว้ตามมารยาทพื้นฐานเพราะยศนันท์เป็นเพื่อนนนทวัชรและดูแล้วอายุมากกว่าเธอและคุณนตได้แนะนำตัวเองแล้ว

         ยศนันท์ :  พี่แวะมาหาคุณนนท์  ไม่ทราบว่าอยู่มั้ยคะ?

         ปริม :  คุณนนท์ประชุมค่ะ ยังไม่ทราบว่าจะเสร็จกี่โมง คุณนตจะรอหรือเปล่าคะ?      ยิ้มและพูดเสียงปรกติต้อนรับแขกตามมารยาท

         ยศนันท์ :  อืมม..ไม่ดีกว่าค่ะ ประชุมเสร็จคงมีงานยุ่งต่อพี่กลับดีกว่า  ฝากบอกคุณนนท์ว่าพี่แวะมาเยี่ยมนะคะ. ขอบคุณค่ะ       พูดเสร็จก็ยิ้มให้

         ปริม :  ค่ะ       ปริมยิ้มและพยักหน้ารับยศนันท์จึงเดินออกไป  เมื่อวานก็มาวันนี้ก็มาและ..วันนี้ก็มีอีกหนึ่งคนที่มา..รถไฟเคยชนกันบ้างมั้ยนะ ท่าจะมากันบ่อยๆซะด้วย..ปริมคิดในใจ…

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

         หลังจากออกจากห้องประชุมตอนเกือบหกโมงนนทวัชรก็ทำงานต่อเห็นปริมส่งอีเมล์มาตอนห้าโมงครึ่งสักครู่หนึ่งเมย์ก็เอาเอกสารมาให้

         เมย์ :  บัดเจ็ทงานอินทีเรียค่ะ คุณปริมเธอส่งมาให้

         นนทวัชร :  อืม เห็นแล้วขอบคุณมาก คุณกลับได้เลยนะหากงานคุณเสร็จไม่ต้องรอผม

         เมย์ :  ค่ะ                   เมย์ยิ้มเล็กน้อยพร้อมพยักหน้ารับ

         นนทวัชร :  เอ่ออ เรียกนาวินให้ผมด้วย 

         เมย์ :  ค่ะ      

         หกโมงกว่าเมย์กำลังจะกลับเลยแวะบอกนาวินว่าคุณนนท์เรียกพบ ปริมรอนาวินที่คุยกับนนทวัชรเกือบชั่วโมงจนนาวินเดินออกมา

         นาวิน :  อ้าว คุณปริม ยังไม่กลับเหรอครับ?

         ปริม :  ยังค่ะ  รอคุณนาวินอยู่ 

         นาวิน :  มีอะไรหรือเปล่าครับ?               นาวินตกใจคิดว่าปริมมีเรื่องอะไร

         ปริม :  เอ่ออ ว่าจะรอดูเรื่องงานที่ปริมส่งไปน่ะค่ะ ว่ามีปัญหาหรือเปล่าจะได้แก้ไขให้เสร็จค่ะ

         นาวิน :  อ๋ออ ไม่มีปัญหาอะไรครับ ที่เข้าไปคุยกับคุณนนท์ก็เรื่องบัดเจ็ทส่วนหนึ่งและก็..เรื่องงานที่จะไปพรีเซนต์ลูกค้าอีกรอบหนึ่งน่ะครับ ใกล้จะโอเคแล้วเหลือที่ผมกับน้องๆกำลังแก้ไข  ส่วนงาน อื่นๆเอาไว้คุยต่อวันจันทร์ก็ได้ครับยังมีอีก       นาวินถึงบางอ้อด้วยความโล่งใจและประทับใจที่ปริมใส่ใจ นาวินยิ้มและพูดต่อ    “ คุณปริม กลับได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมกับน้องๆอีกสักพักก็กลับ “          

         ปริม :  ค่ะ  

 พูดพร้อมกับยิ้มให้นาวินกับน้องๆในแผนกสองสามคนที่นั่งทำงานกันอยู่เก็บกระเป๋าแล้วเดินออกไป ปริมลงมาที่ลานจอดรถเปิดประตูและเข้าไปนั่งภายในรถแต่แง้มประตูไว้เล็กน้อย ถอดรองเท้าส้นสูงออกและนั่งนวดที่เท้าตัวเองเบาๆเพราะรู้สึกปวดและเจ็บที่นิ้วเท้าด้วยเพราะรองเท้ากัด   “ อู๊ยยย เจ็บชะมัด นี่ขนาดติดแผ่นกันรองเท้ากัดแล้วนะเนี่ย “      นวดเท้าไปพร้อมกับบ่นไป

         นนทวัชร :  มียาทาหรือเปล่า?           พูดเสียงปรกติ

ปริมตกใจไม่รู้ตัวว่านนทวัชรมายืนอยู่ตั้งแต่ตอนไหน

         ปริม :  เอ่ออ..มีค่ะ อยู่ที่บ้าน         พูดห้วนๆแต่ไม่หันไปมองเพราะเขินที่เขามาเห็นแบบนี้             นนทวัชร อมยิ้มเล็กน้อย

         นนทวัชร :  เอารองเท้าแตะมาใส่ในออฟฟิศด้วยก็ได้จะได้ไม่ต้องใส่ตลอดวัน       พูดเสียงอ่อนโยนลงเมื่อเห็นสภาพของปริม

         ปริม :  รู้ค่ะ                    รีบพูดทันทีที่นนทวัชรพูดจบแต่น้ำเสียงยังห้วนอยู่ เพราะอาย

         นนทวัชร :  รู้ว่ารู้          พูดปรกติ ปริมหันขึ้นไปมองและนนทวัชรก็มองเธออยู่เช่นกันจึงหันกลับด้วยความอาย     “ เจ็บมากมั้ย “    พูดพร้อมกับขยับมาใกล้ๆ ปริมเหลือบมาเห็นก็ตกใจรีบเอาเสื้อคลุมที่เธอถอดออกตอนเข้ามาในรถและวางไว้ตรงเบาะที่นั่งข้างคนขับมาคลุมที่ขาเพราะเธอสวมชุดเดรสกระโปรงสั้นพร้อมกับรีบพูด

         ปริม : เอ่ออ.ไม่เป็นไรค่ะ       พูดด้วยความตกใจ  นนทวัชรเห็นปฏิกิริยานั้นจึงหยุดไม่ขยับเข้าไปใกล้ปริมมากกว่านี้ 

         นนทวัชร :  แล้วมีรองเท้าแตะหรือแปล่าหรือจะขับรถโดยไม่ใส่รองเท้า          น้ำเสียงนิ่ง

         ปริม :  มีค่ะ อยู่ในรถ .เอามาด้วย      พูดห้วนๆแต่เสียงเบาลงเพราะอายหนักและเจ็บเท้าด้วย       “  ดิฉัน กลับนะคะ “    พูดโดยไม่หันไปมองนนทวัชรรีบปิดประตูรถและรีบสตาร์ทรถสักครู่รถก็แล่นออกไป นนทวัชรมองตามรถของปริมที่แล่นออกไปพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

         ตอนดึกยศนันท์นัดพิษณุมาหาอะไรดื่มที่ร้านประจำ พิษณุกระตือรือล้นมานั่งรอและสั่งเครื่องดื่มมาดื่มรอก่อนสักพักยศนันท์ก็มาถึง

         ยศนันท์ :  สวัสดีค่ะ  รอนานมั้ยคะ นตออกจากร้านช้าน่ะค่ะติดปัญหานิดหน่อย        ยิ้ม

         พิษณุ :  หวัดดีครับ   ไม่เป็นไรครับผมก็นั่งดื่มเรื่อยๆเป็นปรกติครับ

         ยศนันท์ :  ค่ะ       ยศนันท์ยิ้มตอบรับและหันไปสั่งเครื่องดื่ม    “  เอ่ออ นอกจากคุณนนท์แล้วคุณนุมาดื่มที่นี่กับเพื่อนคนอื่นอีกหรือเปล่าคะ  “

         พิษณุ :  ครับ ผมก็มีเพื่อนอีกสองสามกลุ่มก็มาที่นี่กันบ้าง

         ยศนันท์ : อ่อะ             

         ยศนันท์ : คุณไหมกับคุณนนท์เป็นเพื่อนสนิทที่สุดเหรอคะ?

         พิษณุ :   ครับ รู้จักกันมานานมาก..ก.สนิทกันมากแบบรู้ไส้รู้พุงกันเลย              พิษณุพูดขำๆแบบอารมณ์ดี ยศนันท์ยิ้ม

         ยศนันท์ :  อืมค่ะ  รู้ทุกเรื่องกันเลยเหรอคะ          ถามไปเรื่อยไม่ได้คิดอะไร

พิษณุชะงักเล็กน้อย ไม่อยากจะคิดว่ายศนันท์มาหาข่าวจากเขาแต่คิดว่าไม่ควรจะพูดเรื่องของเพื่อนมากกว่า

         พิษณุ :  ก็..คงเกือบทุกเรื่องน่ะครับ  ก็.โตๆกันแล้วบางสิ่งบางอย่างก็มีเปลี่ยนไปบ้าง..แต่..ก็ไว้ใจกันได้ครับ       พูดพร้อมกับยิ้ม

         ยศนันท์ :  ค่ะ        ยศนันท์ยิ้มตอบพยักหน้ารับทราบ

         พิษณุ :  แล้ววันนี้คุณนตไม่ได้แวะไปที่ออฟฟิศเหรอครับ  ได้เจอนนท์เขาบ้างหรือเปล่า?

         ยศนันท์ :  เปล่าค่ะ วันนี้นตอยู่ที่ร้านเกือบทั้งวันยุ่งๆเรื่องออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็คชั่นใหม่น่ะค่ะ 

         พิษณุ :   ครับ  จะขยายสาขาเพิ่มมั้ยครับ?

         ยศนันท์  :  ก็คิดค่ะ แต่ว่าเอาไว้ก่อนเพราะตอนนี้ก็โอเคอยู่น่ะค่ะ คือ.นอกจากตัดเย็บขายหน้าร้านแล้วยังมีรับตัดเย็บให้ลูกค้าด้วยก็..โอเคเลยทีเดียว

         พิษณุ :  ไม่ลองจัดทำแฟชั่นโชว์ดูบ้างเหรอครับ?  จ้างดารานักแสดงนางแบบมาผมว่าน่าสนใจอยู่นะครับร้านคุณนตก็อยู่ที่ห้างเป็นลูกค้าของห้างอยู่ 

         ยศนันท์ :  เคยทำค่ะเมื่อปีที่แล้วก็เลยทำให้มีลูกค้าเยอะขึ้นตอนนี้เลยยุ่งมากจนต้องจ้างดีไซเนอร์มาประจำที่ร้านช่วยงานน่ะค่ะ  แต่ปีนี้ไม่แน่กำลังคิดอยู่เหมือนกันค่ะ

         พิษณุ :  อ๋อ ครับ       พิษณุพยักหน้ารับทราบ

         ยศนันท์ :  งานคุณนุยุ่งมากมั้ยคะ?               ถามกลับบ้าง 

         พิษณุ :  มากเลยครับวันนี้ก็ประชุมช่วงบ่ายประชุมเสร็จก็ได้งานทำเพิ่มเลยครับออกจากออฟฟิศมาผมก็มาที่นี่เลย          พิษณุพูดยิ้มๆอารมณ์ดี

         ยศนันท์ :  อ้าว..งั้นคุณนุก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลยเหรอคะ โทษทีนตไม่ทราบว่าคุณนุยังไม่ได้ทานข้าวเลยชวนมาดื่มเลย งั้น..ไปที่ร้านอาหารหรือหาก๋วยเตี๋ยวทานกันก็ได้นะคะ       พิษณุยิ้มเมื่อเห็นท่าทีของยศนันท์

         พิษณุ :   ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่นั่งๆทำงานไปก็เพลินจนลืมเรื่องอาหารเย็นไปเลย.ค่อยกลับไปทานที่บ้านก็ได้ครับ        พิษณุเกรงใจยศนันท์เห็นว่าเธอคงอยากจะชวนมาหาอะไรดื่มเพื่อผ่อนคลายหรือหาเพื่อนคุย จริงๆตอนหัวค่ำที่โรงงานก็มีอาหารกล่องสำหรับพนักงานและผู้บริหารเป็นสวัสดิการหากทำงานล่วงเวลาแต่เขาไม่รับเนื่องจากตอนนั้นไม่รู้สึกหิวและตอนนี้เองก็ไม่ค่อยหิวเช่นกัน

         ยศนันท์ :  เอ่ออ.งั้น.ครั้งหน้าให้นตเลี้ยงข้าวคุณนุก็แล้วกันนะคะ เอ่ออ..วันนี้นตก็เลี้ยงค่ะ   ( รีบพูดและทำเสียงสูง )  “.แต่..หมายถึงว่าชดเชย..ตอบแทนก็ได้ค่ะที่วันนี้คุณนุมาเป็นเพื่อนนต “      พูดไปขำๆไปอารมณ์ดีเช่นกัน   พิษณุเองก็ยิ้มที่เห็นท่าทีแบบนั้นของยศนันท์เป็นครั้งแรก ท่าทีที่ธรรมดาๆธรรมชาติจากที่เห็นแต่ท่าทีที่สวยสง่ายังกับเดินอยู่บนแคทวอล์คของเธอ พิษณุคิดว่ามันไม่ใช่การสร้างบุคลิกไม่ว่าจะท่าทีแบบนี้หรือแบบนั้นของเธอ แต่บางทีการทำงานหรือจุดที่ยืนอยู่มันคือความน่าเชื่อถือ ..พิษณุมองอย่างปลื้มๆที่เห็นความเป็นตัวเองอีกด้านหนึ่งของยศนันท์    ดูท่าว่าวันนี้ทั้งคู่จะคุยกันถูกคอมากกว่าครั้งไหนๆ

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

            ราวสิบโมงเศษวันเสาร์ที่บ้านเมฆนุสรณ์ เสียงรถแล่นมาจอดที่หน้าบ้านสักครู่ก็แล่นเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านปริมรีบลงมาและเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อรับดลลี่ วันนี้ปริมแต่งตัวแบบสบายๆเป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่ที่บ้าน ดลลี่เดินลงจากรถก็เดินนวยนาดตรงมาหาปริมซึ่งยืนรอตรงหน้าประตู ชุดสูทกางเกงผ้าขาเดฟสีเทาเข้มเสื้อกล้ามสีขาวด้านในชายเสื้อถูกเก็บและ..ที่คาดผมผ้าผูกโบว์สีใกล้เคยงกับชุดที่ใส่นั้น. ดลลี่ชอบชุดสูทเพราะเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะทำงานออฟฟิศแต่นั่นคืออาชีพที่ใฝ่ฝัน ดลลี่ผู้มั่นใจเดินตรงมา

           ดลลี่ :  หวัดดีจ้าาฮ่ะๆๆๆ ขอโทษทีรถติดม๊ากก  ( ทำเสียงสูง )  เลยสายกว่าที่นัดไว้     กระดี๊กระด๊าอารมณ์ดี

           ปริม :  จ๊าา   ( ปริมทำเสียงสูงเช่นกัน )   ไม่เป็นไร เข้าไปในบ้านกัน    พูดพร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งไปเพื่อต้อนรับดลลี่  ยิ้มน่ารักอารมณ์ดีเช่นกัน

ปริมพาดลลี่เข้ามาในบริเวณบ้านนุชนันท์เดินออกมาพอดี เห็นเพื่อนลูกสาวก็ยิ้มต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

           ปริม :   ม๊าคะนี่ดลลี่ค่ะ  รู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ปริมยังเรียนมหาวิทยาลัย

           ดลลี่ :  สวัสดีค่ะคุณแม่             ยิ้มหวานและไหว้อย่างอ่อนช้อยงดงาม

           นุชนันท์ :  สวัสดีจ้ะ ปริมบอกแม่เมื่อวานว่าวันนี้เพื่อนจะมาแม่เลยทำขนมไว้ให้ทานด้วยนะ     พูดไปยิ้มไปกับดลลี่ อารมณ์ดีที่ได้รู้จักเพื่อนของลูกสาวท่าทางจะเป็นคนอารมณ์ดี

          ดลลี่ :  ขอบคุณคุณแม่มากค่ะ         พูดและยิ้มพร้อมกับยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อยงดงามอีกครั้ง

          นุชนันท์ :  แล้วหาบ้านยากมั้ยลูก อยู่ในซอยเข้ามาลึกหน่อย        

          ดลลี่ :  อ๋อ ไม่เลยค่ะดลลี่เคยมาส่งปริมเขาสองสามครั้งที่หน้าบ้านตอนที่เขายังเรียน  แต่ไม่เคยได้แวะเข้ามาเพราะช่วงนั้นยุ่งเรื่องร้านเสริมสวยค่ะ                จีบปากจีบคอพูดๆเสร็จก็ยิ้มกว้าง

           นุชนันท์ :  อ๋อจ้ะ เหรอลูก ขอบคุณมากนะ  ช่วงนั้นน่าจะยังไม่ได้ซื้อรถให้ปริมเขา  เป็นห่วงเรื่องขับรถป๊าเขาเลยไปส่งเองไปรับเองบ้าง          ยิ้ม

           ดลลี่ :  ค่ะ          ยิ้มหวาน    

           นุชนันท์ :  จ้ะ   งั้น..จะพากันไปที่ห้องนั่งเล่นหรือขึ้นไปบนห้องเหรอลูก ม๊าจะได้ให้ใจเอาขนมไปให้          หันไปถามปริม  

           ปริม :  ว่าจะขึ้นไปบนห้องน่ะค่ะม๊า

           ดลลี่ :  เอ่ออ แล้วคุณพ่อไม่อยู่เหรอค๊า ? 

           นุชนันท์ :  อยู่จ้ะ อยู่ที่สวนหลังบ้านกับตาปานกำลังแต่งกิ่งต้นไม่กันอยู่ 

           ปริม :   งั้นไปหาป๊าก่อนค่อยขึ้นไปบนห้องนะ            หันมาพูดกับดลลี่

           ดลลี่ :  ได้จ้า                                     ยิ้มกระดี๊กระด๊า

ปริมพาดลลี่ออกไปที่มุมพักผ่อนที่หลังบ้านเพื่อแนะนำเพื่อนให้ป๊ารู้จัก

           ปริม :  ป๊าคะ  นี่ดลลี่ค่ะ           อาธรหันมาก็ชะงักเล็กน้อยที่เห็นเพื่อนของลูกสาว ปานเองก็เช่นกัน

ดลลี่ยิ้มหวานกล่าวแนะนำตัวพร้อมยกมือไหว้ทักทายคุณพ่อของเพื่อนอย่างอ่อนช้อยงดงามอีกครั้งหลังจากที่เมื่อครู่ก่อนหน้าทักทายคุณแม่ของเพื่อนไปแล้ว

           ดลลี่ :  สวัสดีค่ะคุณพ่อ   ดลลี่  ดลวัฒน์  ใจเกษมสุขค่ะ     ยิ้มหวานทักทายคุณพ่อของเพื่อนและหันไปส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้น้องชายของเพื่อนอีกคน  ปานทำหน้าเหวอเล็กน้อย  

           อาธร :  เอ่ออจ้ะ ..หวัดดีจ้ะ สบายดีนะ                ยิ้มต้อนรับเพื่อนของลูกอย่างมีไมตรี

           ดลลี่ :  สบายดีค่ะ  คุณพ่อก็เช่นกันนะคะ

           อาธร :  จ้ะ  ดีจ้ะ                       ยิ้ม พยักหน้า  

           ดลลี่ :   นั่น.น้องปานเหรอคะ พี่ปริมเล่าให้ฟังบ่อยๆ     หันไปส่งสายตาหวานเยิ้มให้ปานอีกครั้ง  

ปานยกมือไหว้สวัสดีดลลี่ พอเงยหน้าขึ้นมาก็ทำหน้าเหวอเพราะดลลี่ยังยิ้มหวานเส่งสายตาให้อยู่  ปริมยิ้มแอบขำเล็กๆ

           ดลลี่ :  กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ ให้ดลลี่ช่วยมั้ยคะ ฮ่ะๆๆๆ     พูดพร้อมกับเริ่มขยับตัวเดินไปทางปาน  ปานรีบขยับไปทางป๊า 

           อาธร :  เอ่อ ขอบใจมากนะลูก.แต่..หนูไปทำธุระกันเถอะ  แล้ว.ค่อยมาทานของว่างกันนะ 

           ดลลี่ :  ค่ะ  วันนี้คงได้ทานอาหารเที่ยงด้วยกันด้วยค่ะคุณพ่อ ดลลี่ว่าธุระกับปริมเสร็จก็น่าจะเกือบๆเย็นน่ะค่ะไม่แน่..อาจจะได้ทานอาหารเย็นด้วยกันอีกก็ได้นะคะหากคุณพ่อไม่รังเกียจ    จีบปากจีบคอพูดพร้อมกับยิ้มหวานและหันไปยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ปานอีก  ปานทำหน้าเหวอๆมองค้อนปริม ปริมแอบขำเล็กๆทำไม่รู้ไม่ชี้

           อาธร :   ไม่รังเกียจหรอกลูก ไม่ว่ากัน..ไม่ต้องเกรงใจ                    ยิ้ม

           ดลลี่ :  ขอบคุณคุณพ่อมากค่ะ            ไหว้ขอบคุณคุณพ่อของเพื่อนอีก

           ปริม :  ป่ะ  ไปทำธุระของเรากันดีกว่า มีหลายอย่างต้องทำ          ปริมพูดยิ้มๆ

           ดลลี่ :  จ้า        หันไปพูดกับปริมแล้วหันไปพูดกับพ่อของปริม     “ งั้นหนูขอตัวนะคะคุณพ่อ..น้องปานนน.”      ยิ้มหวานให้แล้วพากันเดินออกไป

ปานทำหน้าแหยมองตามสองสาวจนทั้งสองเดินพ้นประตูเข้าไปด้านในแล้วยักไหล่แบบจักกะจี้ นี่เราตกข่าวตอนไหนเนี่ย! ถึงไม่รู้ว่าพี่สาวจอมยียวนมีเพื่อนสาวคนนี้ ปานคิดในใจ  

           ส่วนสองสาวเมื่อขึ้นมาบนห้อง ดลลี่ก็หยิบอุปกรณ์ในการแต่งหน้าทำผมออกมาปริมก็เอาอุปกรณ์แต่งหน้าทำผมในส่วนของตัวเองออกมาพร้อมกับเปิดดูในคลิปสอนแต่งหน้าทำผมต่างๆดลลี่ก็อธิบายควบคู่กันไป

           ดลลี่ :  ฉันว่าไม่ต้องแต่งหน้าจัดมากก็ได้ บางๆเบาๆก็สวยน่ารัก การทำผมก็ช่วยเสริมให้ดูสวยขึ้น

           ปริม : ก็ว่างั้นแหล่ะ ชักจะขี้เกียจแต่งหน้าทำผมแล้วเหมือนกัน มันใช้เวลาพอสมควร

           ดลลี่ :  หืมม เห็นมะ บอกตั้งแต่แรกแล้วคิดแล้วว่าไม่นานเธอคงขี้เกียจมันไม่ยากแต่ก็เยอะอยู่  แต่..เห็นผลงานที่เซลฟี่ให้ดู..ไม่เลวทีเดียว.สวยดี เพื่อนสนับสนุนให้ทำต่อไปนะจ๊ะแต่แค่ไม่ต้องแต่งหน้าจัดเท่านั้นเอง

ปริมยิ้มพอใจ แต่งหน้าพอเป็นเล็กน้อยแต่บางๆปริมชอบแต่งตัวเรียบง่ายแบบสบายๆมากกว่า

           ปริม :  อื้ม กว่าจะได้ขนาดนั้นเล่นเอาเสียเวลาไปเยอะ ต้องตื่นแต่เช้าด้วย      

           ดลลี่ : แหม ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหล่ะคนงามเพราะแต่งจ้า  ว่าแต่ว่า..ว่า..ที่คู่หมั้นน่ะ..เขา.    ดลลี่จีบปากจีบคอพูดอยากรู้   ปริมชะงัก คิดไปถึงนนวัชรกับเพื่อนร่วมงานบางคนของเธอที่วันนี้พวกเขาเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศ

           ปริม :  เขา..ก็..เป็นแค่ว่าที่คู่หมั้นนั่นแหล่ะ มันยังไม่มีอะไรชัดเจน  ปริมทำหน้าขึงขังหันมาทางดลลี่     “ อย่าพูดไปนะ “

           ดลลี่ :  จ้า แหมๆๆ  ก็นึกว่าจะ..         จีบปากจีบคอพูดต่อ แต่ยังไม่ทันพูดจบ ปริมรีบพูดก่อน

           ปริม :  แค่ไปทำงานเฉยๆหรอกน่า

           ดลลี่ :  โอเคจ้า แค่ไปทำงานก็แค่ไปทำงาน         จีบปากจีบคอพูดท้ายๆลากเสียงยาว

สองสาวคุยกันไปหัวเราะขำๆสนุกสนานกันไปกับการแต่งหน้าทำผมโดยที่ไม่รู้ตัวว่าปานขึ้นมายืนฟังอยู่หน้าประตูห้อง โดยที่ปานเองก็ทำหน้าแหยๆเหวอๆกับเพื่อนคนนี้ของพี่สาวอยู่ แล้วก็ส่ายศีรษะและเดินกลับไปที่ห้อง

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

            สายๆวันอาทิตย์นนทวัชรกำลังจะเข้าครัวทำอาหารว่าง  อัญชนาเดินเข้ามาในครัวเห็นลูกชายกับวาส แม่บ้านกำลังช่วยกันเตรียมของอยู่ก็ยิ้มมีความสุขที่เห็นลูกชายมีเวลาว่างและทำอย่างอื่นนอกจากเรื่องงาน

           อัญชนา :  ให้แม่ช่วยมั้ยลูก?

           นนทวัชร :  ไม่เป็นไรครับ คุณแม่นั่งรอทานดีกว่าครับ        ยิ้ม

           อัญชนา :  แล้ววันนี้ทำอะไรเหรอ?

           นนทวัชร :  แหนมเนืองเวียดนามครับ  อยากทานอะไรที่มันมีอะไรหลากหลายและเข้มข้นหน่อยน่ะฮะ  แม่บ้านเขาชอบเห็นทำทานกันบ่อยๆ       ยิ้ม

           วาส  :  ค่ะ แบบง่ายๆตามประสาค่ะ  นี่ทุกคนก็กำลังรอทานแหนมเนืองฝีมือคุณนนท์อยู่นะคะ     วาสพูดยิ้มๆประมาณแซวเจ้านายพร้อมกับล้างผักไป

           อัญชนา :  ฮื้มม น่าสนใจ.วันนี้แม่ก็โชคดีด้วยน่ะสิ..ว่าแต่ไปหัดทำแหนมเนืองมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

           นนทวัชร :  ดูในอินเตอร์เน็ตครับ  พึ่งหัดทำแหนมเนืองครั้งแรก             พูดแบบขำๆ

           วาส     :  แต่วาสเชื่อฝีมือคุณนนท์ค่ะ           วาสหันมาพูดอีกและหันไปล้างผักต่อ อัญชนายิ้ม    

           นนทวัชร :  มันมีผักเยอะดี   แต่..น้ำจิ้มคงต้องให้คุณแม่กับวาสช่วยชิม              ยื้ม

           วาส     :  ได้ค่ะ เดี๋ยววาสชิมให้เองนี่ของโปรดของวาสเลยนะคะ  คุณผู้หญิงนั่งรอได้เลยค่ะ        วาสรีบพูด อัญชนากับนนทวัชรขำเล็กน้อย

           นนทวัชร : คุณแม่ทานได้หรือเปล่าครับ เอ่อ.มันมีกล้วยดิบด้วยหากคุณแม่ไม่ชอบผมจะไม่ใส่ให้

           อัญชนา :  แม่ทานได้ลูก มันก็อร่อยดีเพียงแต่ไม่ได้ทานบ่อยๆ  

           นนทวัขร :  ครับ  แต่.คงต้องรออีกสักครู่ใหญ่ๆ                  พูดไปยิ้มไป    

           อัญชนา :  จ้ะ         อัญชนายิ้มอ่อนโยนและมีความสุขที่เห็นลูกชายสดชื่นเดินเลี่ยงออกไปนั่งรอ

           วาส     :  แหมคุณนนท์ทำงานก็เก่งทำอาหารก็เก่ง นอกจากคุณผู้หญิงกับวาสแล้ว เมื่อไหร่จะหาคนมาช่วยชิมเพิ่มล่ะคะ      วาสหันมาแซวเจ้านายอีกหลังจากคุณผู้หญิงเดินออกไปแล้ว

           นนทวัชร :  เดี๋ยวได้เหนื่อยเพิ่มนะเอ้า

           วาส     :  ยินดีค่า  วาสรออยู่รีบพามาเร็วๆนะคะ       วาสแซวเจ้านายขำๆด้วยความอารมณ์ดี       นนทวัชรอมยิ้มไปพลางทำอาหารไปนึกถึงใครบางคนท่าทางตั้งใจจะกวนประสาทหน่อยๆ

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

            บ่ายๆสิริมาออกมาช้อปปิ้งแต่จริงๆตั้งใจมาที่ร้านของยศนันท์ เดินเลือกซื้อเสื้อผ้าจากร้านของยศนันท์ได้มาสามชุดกำลังจะเดินออกจากร้านเพื่อไปทานอาหารที่ร้านของนนทวัชรก็เห็นยศนันท์เดินมากับพิษณุท่าทางอารมณ์ดีเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

           ยศนันท์ :  สวัสดีค่ะคุณไหม วันนี้มาอุดหนุนเสื้อผ้าที่ร้านนตเหรอคะ ขอบคุณค่ะ    พูดและยิ้มอย่างมีไมตรี

           สิริมา :  หวัดดีค่ะ ได้มาสองสามชุดน่ะค่ะ                ยิ้มตอบ

           พิษณุ :  เป็นไงบ้างเงียบๆไปหลายวัน                ถามเพื่อนอย่างใส่ใจ

           สิริมา :  ก็ดี  วันนี้เลยมาช้อปปิ้ง  ไปไหนกันมาเหรอ?

           พิษณุ :  ก็ไปทานข้าวที่ร้าน  เอ่อ.คุณนตเลี้ยงข้าวน่ะ        พูดพลางหันไปทางยศนันท์ สาวสวยยืนอมยิ้ม

           ยศนันท์ :  ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ  จริงๆว่าจะเลี้ยงข้าวคุณนุแต่กลายเป็นว่าเป็นคุณนุเป็นคนจ่ายค่าอาหารซะงั้นค่ะ    พูดขำๆอารมณ์ดีมองไปทางพิษณุ   “  แล้วคุณไหมทานอะไรหรือยังคะ หรือว่าจะไปช้อปปิ้งต่อ หากไม่รังเกียจแวะทานกาแฟกับขนมที่ร้านนตก่อนก็ได้นะคะ “

           สิริมา :  ขอบคุณมากนะคะ ว่าจะไปหาอะไรทานที่ร้านนุเขาน่ะค่ะ  กำลังจะไปพอดี

           พิษณุ :  อื้มม.งั้นไปด้วยกัน วันนี้เข้าร้านคนเดียว   

           สิริมา :  ไม่เป็นไร หากนุมีธุระกับคุณนตก็ไปทำธุระกันเถอะไหมไปคนเดียวได้

           ยศนันท์ :  ไม่มีธุระอะไรหรอกค่ะ วันนี้คุณนุกับนตเข้ามาที่ร้านเลยชวนกันไปทานข้าว  เชิญคุณไหมกับคุณนุตามสบายเลยนะคะ  นตคงต้องขอตัวทำงานที่ร้านต่อ

           พิษณุ :  อื้มม ไปกันเถอะ   งั้น..ผมขอตัวนะครับ      พูดกับสิริมาเสร็จพลางหันไปบอกยศนันท์

           ยศนันท์ :  ค่ะ   ไว้เจอกันนะคะคุณไหม          ยิ้ม  

ยศนันท์มองตามสิริมากับพิษณุไปด้วยความรู้สึกที่เธอคิดว่าเธอกำลังเห็นใจสิริมา..นั่นเพราะข่าวซุบซิบเรื่องหย่า..คุณไหมหย่ากับอดีตสามีไปเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อนหน้า  คุณนุเองก็คงรู้เรื่องนี้เพราะอยู่ในแวดวงสังคมธุรกิจ แต่.ทำไมคุณไหมเหมือนยังมีเรื่องหนักใจทั้งๆที่เธอควรจะมีสีหน้าหรือท่าทางที่สดใสกว่านี้ที่ปัญหาส่วนตัวจบไปเสียที แล้ว..เธอได้เจอกับสาวสวยพนักงานคนใหม่นั่นหรือยัง

ยศนันท์แอบสืบข่าวให้พนักงานที่ยศนันท์ไว้ใจที่รู้จักกับพนักงานของนนทวัชรสอบถามข่าวคราวจึงรู้ว่าสาวสวยคนนั้นคือลูกสาวของหนึ่งในผู้บริหารที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็สนิทสนมกัน เธอคือว่าที่คู่หมั้นของคุณนนท์  เพราะคุณวัชรพงษ์คุณพ่อของคุณนนท์เอ่ยปากกับเลขาด้วยตัวเอง

พิษณุพาสิริมาเข้ามาในห้องทำงานที่ร้านอาหารและให้พนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟให้ในห้อง

           พิษณุ :  จะไปช้อปปิ้งต่อหรือเปล่า ให้เดินเป็นเพื่อนมั้ย?

           สิริมา :  ไม่ต้องหรอก ว่าจะเดินอีกสักพักก็จะกลับแล้วล่ะ จะไปบ้านคุณพ่อคุณแม่

           พิษณุ :   อืมม           พิษณุพูดพร้อมพยักหน้าและยังมองสิริมาขณะสิริมาก้มดูโทรศัพท์มือถือ สักครู่ก็เงยหน้าขึ้นมาคุย

           สิริมา :  แล้ว..เป็นไงบ้าง?

           พิษณุ :  ก็ดี งานก็เรื่อยๆยุ่งมากเป็นพักๆ อื่นๆก็..เหมือนเดิม.ไม่มีอะไร.

           สิริมา :  อื้มม.วันศุกร์แวะไปหานนท์ที่ออฟฟิศมา ชวนนนท์ไปเที่ยวอยากจะชวนนุด้วย ไปต่างจังหวัดใกล้ๆก็ได้ ทะเลก็ได้

           พิษณุ :  ก็ดีนะ..ยังไงก็ได้  แล้วนนท์เขาว่าไง?

           สิริมา :  นนท์บอกว่าช่วงนี้ยังไม่ว่าง คงอีกสักพักใหญ่ๆ   พูดด้วยสีหน้าลอยๆ เหมือนมีอะไรในใจ

พิษณุรู้สึกว่าเพื่อนยังมีเรื่องกังวลหรือผิดหวังหรือยังมีอะไรในใจ..ไหมหย่ากับกฤษณะได้สักสองอาทิตย์แล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเรื่องหย่า.และคิดว่าเมื่อวันศุกร์ไหมก็คงได้เจอกับปริมแล้ว นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไหมดูเหมือนยังมีอะไรในใจอีก..

           พิษณุ :  อื้ม             พิษณุรับทราบ แต่จริงๆแล้วก็ยังไม่อยากจะบอกว่าพึ่งได้คุยกับยศนันท์เรื่อง ชวนกันไปเที่ยว ซึ่งหากไปเที่ยวด้วยกันทั้งสี่คนหรือ..ห้าคน..แล้ว..มันจะเป็นยังไง?..ช่างอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจเสียนี่กระไร พิษณุคิดในใจ     “  แล้ว.ตอนนี้ยังอยากหาอะไรทำหรือคิดจะทำอะไรอยู่หรือเปล่า? “    ถามเพื่อนต่อ

           สิริมา :  ก็.คุยกับเพื่อนเรื่องร้านทำขนมกับกาแฟเพื่อนเขามีสูตรทำขนมหลายอย่างพวก..ขนมเบเกอรี่อะไรประมาณนี้ก็มีหาทำเลในตึกที่เป็นออฟฟิศแต่ยังไม่โอเค  แต่..ตอนนี้ไม่แน่ว่าอาจจะเอางานเก่าของคุณพ่อกลับมาทำด้วย 

           พิษณุ :  ก็ดีนี่ งานเก่าของครอบครัวมีพ่อกับแม่เป็นที่ปรึกษาให้ …ดีลงานกับนนท์ก็ได้นะนนท์เขาได้โปรเจคงานออกแบบตกแต่งมาได้ลูกค้าพอสมควรเผื่อจะแนะนำกันไปได้บ้าง         พิษณุพยักหน้าเห็นด้วยแต่ก็ยังเห็นสิริมายังเหมือนทำตาลอยๆอยู่เหมือนเดิม พนักงานยกอาหารเข้ามาเสิร์ฟพอดี  พิษณุอมยิ้มและพยักหน้าเพื่อเป็นการขอบคุณ    “ ทานข้าวก่อน ค่อยดูกันไปว่าจะทำอะไร มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ “   พูดอย่างจริงใจ

           สิริมา :  นุรู้จักคุณปริม หรือเปล่า?             พิษณุชะงักในสีหน้า

           พิษณุ :  ยังไม่เคยได้รู้จัก               ตอบไปโดยที่ไม่ได้คิดว่ามันเคลียร์หรือไม่เคลียร์

           สิริมา :  ยังไม่เคยได้รู้จัก…หมายความว่า.?          สิริมาทำหน้าฉงนและเอียงหน้าเล็กน้อยเชิงเป็นการถาม

           พิษณุ :  ก็…แค่ทราบว่าคุณปริมเป็นลูกสาวคุณอาธรผู้บริหารและสนิทสนมกับคุณอาวัชร  เอ่ออเท่าที่ทราบคือคุณปริมเขามาทำงานกับนนท์. นนท์เล่าให้ฟังครั้งก่อน   พูดเสร็จก็พยักหน้าหงึกๆ ประมาณว่าทราบแค่นี้

สิริมามองหน้าเพื่อนเพื่อให้แน่ใจ พิษณุยังมองหน้าสิริมาโดยไม่หลบสายตาเพื่อยืนยันกับสิริมาในสิ่งที่ตัวเองพูด  สิริมาถอนหายใจเบาๆและลุกไปทานอาหาร พิษณุเองก็ถอนหายใจหนักใจเพราะในความเป็นจริงแล้วเขารู้ว่า..ปริมคือ..คนที่นนท์ขอหมั้นหมาย และ..ความรู้สึกที่นนท์มีให้ไหมนั้นเหลือแค่เพื่อน  พิษณุมองดูเพื่อนอย่างทั้งเห็นใจและลำบากใจไปพร้อมๆกัน

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………………………

            เช้าวันจันทร์ปริมมาถึงที่ทำงานแต่เช้าเช่นเคยเมื่อจอดรถเสร็จก็ยังไม่ลงจากรถ กำลังชั่งใจว่าจะใส่รองเท้าส้นสูงเดินเข้าไปหรือใส่รองเท้าแตะที่เตรียมมาด้วยแล้วก้มลงมองดูเท้าตัวเองที่นิ้วเท้ามีแผ่นพลาสเตอร์แปะอยู่ทั้งสองข้าง ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะใส่รองเท้าส้นสูงเดินเข้าไปเผื่อเจอพนักงานคนอื่นๆหรือพนักงานออฟฟิศอื่นเดินสวนกันไปมาอาจถูกเขามองกันแบบขำๆก็ได้ แต่เมื่อใส่รองเท้าส้นสูงเข้าไปก็รู้สึกเจ็บแปล๊บและแสบๆที่นิ้วเท้าแต่ก็ลงจากรถพร้อมถือถุงกระดาษที่ใส่รองเท้าแตะมาด้วย

ปริมทำหน้าหยีเหยเกเพราะเจ็บที่นิ้วเท้ากลั้นใจเพื่อเดินไปให้ถึงลิฟท์ และ.ก็..มาถึงหน้าลิฟท์อย่างที่เธอรู้สึกว่าทำไมมันอยู่ไกลจากลานจอดรถเหลือเกิน  พึ่งจะเดินมาถึงหน้าลิฟท์ไม่ทันไรก็รู้สึกว่ามีคนเดินตามหลังมาจึงหันไปดู  นนทวัชร!  ปริมปรับเปลี่ยนสีหน้าจากความเจ็บปวดเพราะรองเท้ากัดเป็นสีหน้าเชิ่ดๆแบบไม่มีอะไรในทันที เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงข้างหลังเธอ  ปริมพยายามยืนตัวตรงๆทำเป็นเชิ่ดๆเข้าไว้ เกร็งด้วย..เพราะเขายืนอยู่ข้างหลัง  นนทวัชร มองปริมจากด้านหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉยจริงๆอยากตำหนิบ้างหากคุ้นเคยกันมากกว่านี้ เขาเห็นตั้งแต่เธอเดินลงจากรถแล้วกับท่าทางที่ทำเป็นเก๊กมั่นเมื่อครู่นี้อีก  แล้วก็ถอนหายในเบาๆ

เมื่อมาถึงชั้นบนนนทวัชรให้ปริมเดินออกมาก่อน ปริมเดินออกจากลิฟท์ก็เลี่ยงหลบให้นนทวัชรเป็นฝ่ายเดินนำไปก่อนเพราะไม่อยากให้เขาขำหากเห็นเธอเดินกะเผลกหรือเขาคงจะเห็นแล้วตั้งแต่ที่ลานจอดรถ  นนทวัชรเข้าใจในปฏิกิริยาของปริมจึงเดินนำหน้าเข้ามาในออฟฟิศพร้อมกับอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ เมื่อครู่ที่อยู่ในลิฟท์เขาก็ทำเป็นเฉยไม่ได้พูดอะไรกัน  นนทวัชรเดินนำหน้าและมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะทำงานของปริม ยังไม่มีพนักงานมาถึงออฟฟิศสักคน ปริมเดินตามมาถึงที่โต๊ะนนทวัชรจึงวางถุงกระดาษเล็กๆไว้บนโต๊ะ  ปริมทำหน้าฉงนแล้วก็หยิบขึ้นมาดู

            นนทวัชร :  ยาทาแผล                 พูดเสียงปรกติและมองหน้าปริม ปริมทำหน้าเหลอหลา

            ปริม :  ขอบคุณค่ะ               ทำเป็นพูดห้วนๆเล็กน้อยขจัดความอายและยังพยายามทำเป็นเก่งอยู่  แต่จริงๆที่เท้านั้นรู้สึกแปล๊บๆ

            นนทวัชร :  เอารองเท้าแตะมาด้วยหรือเปล่า?                ถามปรกติ

            ปริม :  ค่ะ                   พูดเสียงต่ำลงแต่ยังห้วนอยู่      

นนทวัชรพยักหน้าเล็กน้อยและเดินไปที่ห้องทำงานปล่อยให้ปริมได้ทำธุระส่วนตัว ปริมมองตามหลังไปอย่างที่รู้สึกว่าอายมากพลางคิดในใจว่า บ้าเอ้ยย เขาคงหัวเราะหรือขำในใจเป็นแน่  เม้มปากเล็กน้อยแล้วก็เปลี่ยนรองเท้า ยังไม่ทายาที่เท้าเพราะมีแผ่นพลาสเตอร์แปะอยู่ปริมอยากให้มันแปะไว้อย่างนั้นไปก่อนค่อยทายาตอนเย็นก่อนจะนอน

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………………

            ตอนเที่ยงวัชรพงษ์ให้เลขาโทรมาหาปริมและบอกว่าชวนทานอาหารเที่ยงด้วยกัน ปริมจึงออกมาทานอาหารเที่ยงพร้อมกับวัชรพงษ์และพ่อ   ระหว่างนั่งรออาหารที่สั่ง

            วัชรพงษ์ :  หนูปริมเป็นยังไงบ้าง โอเคหรือเปล่า?        ถามความเคลื่อนไหวต่อหลังปริมมาทำงานได้สองวัน

            ปริม :  ค่ะ ก็โอเคค่ะแต่ว่า.งานยังไม่ค่อยมีอะไรมากเป็นคนอื่นที่ยุ่งกันมากกว่าค่ะ ปริมว่างอยู่คนเดียว       พูดขำๆเขินเล็กน้อย ยิ้มน่ารัก  วัชรพงษ์กับอาธรขำเบาๆ

            วัชรพงษ์ :  อ่อจ้ะ ก็ค่อยๆทำไปนะ เดี๋ยวต่อไปก็ยุ่งเองแหล่ะ           วัชรพงษ์พูดขำๆ

            ปริม :  ค่ะ         ปริมยิ้ม

            วัชรพงษ์ :  ลุงกับพ่ออยู่ชั้นบนจะช่วยดูเรื่องโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ อาจจะไม่ค่อยได้ลงมาชั้นล่างเพราะตานนท์เขาจัดการเองหมด แต่หากมีอะไรก็บอกได้          วัชรพงษ์พูดอ่อนโยนพร้อมกับยิ้ม

            ปริม :  ขอบคุณค่ะ                        ปริมยิ้มรับในความใจดีของวัชรพงษ์

            อาธร :  เขาไม่ค่อยบอกใครหรอกครับเวลามีปัญหาจัดการเองหรือเก็บไว้เครียดเอง     อาธรพูดแซวลูกสาวพร้อมกับขำเล็กน้อย

            ปริม :    ไม่หรอกค่ะ                 ปริมยิ้มเขินๆ   อาธรกับวัชรพงษ์ยิ้มเอ็นดู

            วัชรพงษ์ :  อื้ม ตานนท์ก็เหมือนกัน     พยักหน้าเห็นด้วยกับอาธรพูดขำๆ แล้วพูดต่อ  “ ช่วงนี้พี่เขายุ่งๆอาจจะยังไม่ค่อยได้มาทานอาหารด้วยหรือพาไปไหนมาไหนวันอาทิตย์บางทีก็เข้าไปที่ร้าน “    ยิ้ม

            ปริม :  เอ่ออไม่หรอกค่ะ ปริม.ก็ไปทานกับเพื่อนๆที่แผนก ปริม.ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ     ปริมรีบพูดเกรงว่าวัชรพงษ์จะเข้าใจผิดและก็ไม่อยากให้พนักงานคนอื่นมองเธอทั้งเรื่องที่เธอเป็นลูกสาวของพ่อที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารและเป็น..คู่หมายของนนทวัชร.หากคนอื่นจะซุบซิบ  แต่เธอก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงซุบซิบเรื่องนี้เพียงแต่เห็นจากสิ่งที่คนอื่นปฏิบัติต่อเธอด้วยความเกรงใจซึ่งเธอก็คิดว่าส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นลูกสาวของป๊านั่นแหล่ะ

            อาธร :  หากหนูมีอะไรก็พูดให้ป๊ากับคุณลุงฟังได้จะได้ช่วยกันคิดและหาทางปรับให้มันโอเค หนูจะได้ไม่อึดอัดใจน่ะลูก..บางที..จุดที่เรายืนอยู่มันต่างไป            อาธรพูดพร้อมกับยิ้มให้ลูกสาวอย่างอ่อนโยน  

            ปริม :  ค่ะ             ปริมยิ้มรับคำในสิ่งที่พ่อพูด  เธอคิดว่ามันยังไม่มีอะไรที่ลำบากใจและมันพึ่งเริ่มต้น เธออยากจะทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับป๊ากับคุณลุงวัชรและโดยเฉพาะกับตานนท์ พึ่งมาทำงานได้สามวันทั้งคุณลุงและตานนท์ก็ถามในลักษณะเดียวกัน ยิ่งต้องปรับตัวให้ได้เร็วๆ

………………………………………   ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ………………………………………………

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.