นิยาย ♥ แรกรักสลักจิต ♥ ตอนเก้า

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

ปริมกลับมาถึงบ้านป๊ากับม๊าก็รออยู่ นุชนันท์ยิ้มดีใจเมื่อเห็นลูกกลับมาถึงบ้าน ปริมโทรมาบอกว่าไม่ต้องรอทานอาหารเย็นจะกลับบ้านช้าเพราะอยากจะเคลียร์งาน

            นุชนันท์ :  มาแล้วเหรอลูก ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนค่อยลงมาทานข้าว               

            อาธร :  ทำงานดึกๆขนาดนี้ไม่ทานข้าวได้ยังไงลูก     ปริมทำหน้าฉงนว่าป๊ารู้ได้ไง    “ เอ่ออ ตานนท์บอกว่าหนูออกมาจากออฟฟิศแล้ว….พี่เขาชวนไปทานข้าวแต่หนูไม่ไป “   ทำหน้าเจื่อนๆเล็กน้อย

            ปริม :  เขาต้องโทรมาบอกป๊าด้วยเหรอคะ?                  ทำเสียงสูงฉงนหนัก

            อาธร :  ไม่ใช่ลูก  ก็หนูโทรมาบอกว่ากลับช้าป๊าก็เลยโทรไปถามพี่เขาน่ะ เมื่อกี๊..นี่เอง    เน้นเสียงตรงคำว่ากี๊เพื่อให้ปริมรู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ

            ปริม :  แล้วทำไมต้องโทรไปถามเขา ถามปริมก็ได้

            อาธร :  ก็ป๊าเกรงใจหนูว่าทำงานน่ะลูก ไม่อยากรบกวน แต่..พี่เขาทำงานดึกเป็นเรื่องปรกติน่ะ ก็..จะได้รู้ว่าพี่เขาก็อยู่หนูก็มีเพื่อนอยู่ที่ออฟฟิศ ป๊ากับม๊าเป็นห่วง            น้ำเสียงและสีหน้าแบบเจื่อนๆ

            นุชนันท์  :  ใช่ลูก ฮ่ะๆ           นุชนันท์พยายามสนับสนุนคำพูดของสามี และทำเป็นขำๆแบบเจื่อนๆไป 

 ปริมทำหน้าแบบไม่ไว้วางใจพ่อเพราะปริมไม่อยากให้พ่อกับแม่ไปฝากฝังอะไรเธอกับตานนท์หรือกับคุณลุงวัชร เมื่อก่อนเธอก็กลับบ้านดึกออกบ่อยไปและตอนนี้ก็มาทำงานร่วมกันเธอเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เธอดูแลตัวเองได้ไม่อยากให้ป๊าทำเหมือนกับว่าเธอยังเด็กในสายตาของคนอื่นโดยเฉพาะตานนท์

            ปริม :  ค่ะ     รับคำและยังทำหน้าแบบไม่ไว้วางใจอยู่แล้วเดินขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมาทานข้าว

ราวสี่ทุ่มครึ่งปริมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานภายในห้องหาข่าวซุบซิบในแวดวงธุรกิจที่เธอเคยอ่านข่าวเจอเรื่องของสิริมาเพื่อจะหาข่าวซุบซิบเกี่ยวกับนนทวัชรและยศนันท์..หากมี…..แต่คราวนี้ปริมไปเจอข่าวซุบซิบใหม่อัปเดตล่าสุดเรื่องสิริมาหย่ากับสามีแล้ว ปริมคิดในใจว่านนทวัชรรู้เรื่องนี้หรือยังนะ..สิริมาหย่ากับสามีได้เกือบสัปดาห์แล้ว วันก่อนที่สิริมาเข้าไปที่ออฟฟิศนั่นแสดงว่า.หย่าแล้ว..เขาอาจจะเข้าไปบอกข่าวดีกันก็ได้…

ขณะที่ปริมกำลังคิดอะไรในใจอยู่นั้น เสียงเคาะประตูแบบเดิมๆก็ดังขึ้น ปริมยิ้มและเดินไปเปิดประตู หลายวันแล้วนี่นาตั้งแต่ไปทำงานกับตานนท์ปานไม่ได้มาเคาะประตูห้องดึกๆแบบนี้เห็นว่ากลับดึกบ้างค้างบ้านเพื่อนบ้างเพราะทำงานส่งอาจารย์   ปริมเปิดประตูออกและไม่พูดอะไรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปานยื่นแก้วนมให้ ปริมรับแก้วนมจากมือปาน ปานแบมือขอเงินทันที

            ปริม :  อะไร?  ขอเงินอีกล่ะ พึ่งให้ไป…        ปริมทำท่าคิดว่ามันกี่วันแล้ว..   ปานรีบพูด

            ปาน : สามอาทิตย์กว่าแล้วเจ้  ตั้งแต่ก่อนไปหัวหินโน่น         ปริมทำหน้าเหมือนไม่เชื่อขมวดคิ้ว

            ปริม : เหรอ?         ทำเสียงต่ำๆ ทำหน้างงๆ

            ปาน :  จริ้งง           ทำเสียงสูงพร้อมกระดิกมือที่แบนั้นเพื่อบอกปริมประมาณว่าเร็วๆ

            ปริม :  หืมม เงินไม่ได้มีไว้แลกนมนะจ๊ะเธอ!       ปริมพูดแต่ก็เดินเข้าไปในห้องหยิบเงิน  ปานยิ้ม

            ปาน :  อะไร!  พันเดียว !  นี่มันสามอาทิตย์กว่าก็ต้องเป็นพันห้าสิ!     ปานไม่พอใจเล็กน้อย

            ปริม : หืมม ก็ต้องทำงานสิถึงจะได้เงินแล้ววันอาทิตย์ไปไหนทำไมไม่แต่งต้นไม้ให้ป๊า ไหนบอกว่าอยู่บ้านได้?       ปริมทำเป็นตีรวนรู้ว่าปานต้องทำงานส่งอาจารย์แต่วันอาทิตย์ปานบอกว่าหยุดพักแต่กลับไม่อยู่

            ปาน :  ก็…ไปทำงาน..ส่งอาจารย์น่ะ..ก็มีหลายอย่าง..แล้วก็.ไปไหนมาไหนกับเพื่อนบ้างน่ะ  ไม่ได้รึไง?     แรกๆตอบเลี่ยงๆ หลังๆตีรวนกลับ   ปริมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และกำลังจะปิดประตู    “ อีกพันหนึ่งสิ”        ปานพูดเสียงเบาลงเพื่อต่อรองกับพี่สาว

            ปริม :  หากช่วยป๊าแต่งต้นไม้เสร็จถึงจะให้       ปานอิดออด ปริมเลิกคิ้วสูงพร้อมกับถาม            “  โอเค๊ ?“       ปานถอนหายใจคิดครู่หนึ่ง

            ปาน :  แล้ว..เพื่อนเจ๊จะมาป่าวอ่ะ?. อาทิตย์นี้น่ะ?      ถามเสียงอ่อยๆลง ปริมขำเล็กๆถึงบางอ้อทันทีปานขยาดดลลี่นี่เอง

            ปริม :  มา !…  พี่เขาแค่แกล้งน่ะ       คำแรกนั้นเสียงเน้นหนัก ประโยคหลังเสียงเบาลงเพื่อบอกให้น้องรู้  แต่พูดไปขำไป

            ปาน :  แกล้งอะไรเล่า! ถึงเนื้อถึงตัวขนาดนั้น      ปานเริ่มทำเสียงสูงเหมือนเดิม   “ ไม่ได้รังเกียจนะ แต่จักกะจี้น่ะเจ้ “     ปานทำหน้างอนๆใส่พี่สาว

            ปริม :  ก็…ยังไงช่วงนี้ดลลี่เขาก็จะมาที่บ้านเราบ่อยๆจ้ะ        ทำเป็นจีบปากจีบคอพูดพยายามเลียนแบบดลลี่พูดและปิดประตูซะเลยปล่อยให้ปานทำหน้าเหวอ

            ปาน :  อ้าว!              ปานถอนหายใจเสียงดังแล้วเดินฟึดฟัดกลับไปที่ห้องอย่างงอนๆ

  ปริมปิดประตูห้องก็ขำปาน นึกไปถึงวันเสาร์ที่ดลลี่มาที่บ้านและทานข้าวด้วย ปานถูกดลลี่แกล้งทั้งถูกดลลี่ลวนลามทางสายตาและถึงเนื้อถึงตัวเล่นเอาปานขยาด ปริมเล่าเรื่องปานให้ดลลี่ฟังบ่อยๆเพราะปานเป็นน้องชายคนเดียวและชอบแกล้งกันประจำตามประสา…นึกไปก็ขำไป.ดื่มนมจนหมดและเดินมาปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมจะเข้านอนก็นึกได้จึงหยิบยาทาแผลที่เท้าที่นนทวัชรซื้อให้ออกมาและ..นึกไปถึงเจ้าของยาหลอดนี้..และเหตุการณ์ตอนช่วงค่ำที่ออฟฟิศ..อย่างที่ปริมรู้สึกตัวเองว่า..เขิน.

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            ใกล้จะเที่ยงวันพุธนนทวัชรกับนาวินกลับมาจากบริษัทลูกค้า นาวินเดินเข้ามาก่อนและเดินมาที่แผนกปริมยิ้มทักทายนาวินเพราะเมื่อเช้าทั้งนาวินและนนทวัชรไม่เข้ามาที่ออฟฟิศออกจากบ้านและตรงไปที่บริษัทของลูกค้าเลย นาวินยิ้มพยักหน้าเพื่อเป็นการทักทายตอบและเดินไปทีโต๊ะปริมจึงหันไปตรงทางเดินเห็นนนทวัชรเดินมาพอดีและมองอยู่จึงสบตากันพอดีแต่ปริมพยายามทำหน้าเฉยๆและก้มหน้าทำงานต่อ  นนทวัชรเดินผ่านไปที่ห้องทำงานด้วยความรู้สึกตะหงิดในใจ  เมื่อเดินมาที่ถึงโต๊ะทำงานก็นั่งลงด้วยท่าทีที่หงุดหงิดใจเล็กน้อยเมย์เอาน้ำเข้ามาเสิร์ฟ

            เมย์ :  คุณนนท์จะให้เมย์สั่งอาหารกลางวันให้ หรือว่าจะไปทานข้างนอกคะ?

            นนทวัชร :   เดี๋ยวผมออกไปข้างนอก            ตอบเสียงปรกติ

            เมย์ :  ค่ะ  …. แล้ว..วันนี้ไปพรีเซนต์งานมา..ลูกค้าพอใจมั้ยคะ?

            นนวัชร :   ลูกค้าโอเคแล้ว         นนทวัชรพูดพร้อมกับพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย  เมย์ยิ้มกว้างด้วยความดีใจและเดินออกไป 

ที่แผนกอินทีเรียมีน้องๆถามนาวินเรื่องที่ไปพรีเซนต์งานลูกค้า ไม่เพียงแต่น้องๆที่อยากทราบผลปริมเองก็ทำหน้าลุ้นไปด้วย เมื่อนาวินแจ้งข่าวดีว่าลูกค้าโอเคแล้วงานผ่านทุกคนก็ดีใจรวมทั้งปริมที่ยิ้มดีใจ นาวินจึงถือโอกาสพูดกับทุกคนต่อเรื่องที่อยากจะชวนทุกคนทั้งแผนกไปทานข้าวเนื่องจากทั้งเรื่องงานก็โอเคและเป็นการเลี้ยงต้อนรับคุณปริม ทุกคนเห็นด้วยและเห็นตรงกันว่าเป็นเย็นนี้            

 เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะของปริมดังจึงรับสาย เลขาของคุณวัชรพงษ์โทรมาบอกว่าคุณวัชรพงษ์เชิญคุณปริม ทานอาหารกลางวันร่วมกัน ปริมตอบรับและหันไปบอกทุกคนว่าวันนี้จะออกไปทานอาหารกลางวันกับคุณวัชรพงษ์แล้วหยิบกระเป๋าและเดินออกไปที่ลิฟท์เพื่อจะลงไปรอคุณลุงกับป๊าที่ลานจอดรถเพราะอีกไม่กี่นาทีก็เที่ยง  ขณะยืนรอลิฟท์อยู่นั้นนนทวัชรก็เดินมาสมทบ ปริมหันไปมองทำหน้าฉงนเล็กน้อยและคาดเดาในใจ เช่นกันนนทวัชรก็มองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ฟากที่ห้องทำงานของวัชรพงษ์เลขาเดินเข้ามารายงานว่าคุณปริมตอบตกลงวัชรพงษ์ก็ยิ้มพึงพอใจมองหน้าอาธร ส่วนอาธรก็ยิ้มแต่เจื่อนเล็กน้อยเกรงว่าลูกจะหาว่าทำตัวเป็นคิวปิด  เป็นความตั้งใจของคุณวัชรเพราะตั้งแต่ปริมมาทำงานด้วยปริมกับนนท์ยังไม่มีโอกาสไปไหนมาไหนด้วยกันหรือทานข้าวร่วมกันเลย นนท์เองก็เรื่อยๆไม่ได้มีท่าทีเร่งรัดปริม..บางทีก็คงอยากทำตัวเป็นคิวปิดสร้างสถานการณ์เปิดโอกาสให้สองคนได้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้บ้าง  มองวัชรพงษ์ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเบาๆ

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            ทั้งสี่คนมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศนักปริมเคยมากับป๊ากับคุณลุงวัชรแล้วเมื่อวันก่อน แต่ครั้งนี้มีนนทวัชรมาด้วยและเป็นคนขับรถให้เพราะมารถของเขา

ปริมนั่งข้างป๊าแต่ตรงข้ามกับนนทวัชรพนักงานเอาเมนูมาให้เหมือนคุณพ่อทั้งสองคนจะรู้เห็นเป็นใจกันเพราะปฏิเสธที่จะสั่งอาหารให้ปริมกับนนทวัชรสั่งกันเอง  ปริมมองคุณลุงวัชรและหันมามองป๊า อาธรยิ้มเจื่อนๆ

            อาธร :  สั่งเลยลูก ป๊าอะไรก็ได้  

ปริมเหลือบมองนนทวัชรก็เห็นเขามองอยู่ด้วยสีหน้าเฉยๆ ปริมก้มลงมองดูเมนูอาหารปริมสั่งอาหารไปสองอย่างส่วนนนทวัชรก็สั่งสองอย่างเช่นกัน

            วัชรพงษ์ :  หนูปริมเมื่อคืนกลับดึกหรือลูก?

            ปริม :   ไม่ดึกเท่าไหร่หรอกค่ะ ปริมอยากเคลียร์งานเล็กน้อยค่ะ      ปริมพูดพร้อมกับยิ้มแบบปรกติเมื่ออยู่ต่อหน้าวัชรพงษ์

            วัชรพงษ์ : อ่อ  เมื่อคืนพี่นนท์เขาก็อยู่   แต่มีอะไรก็บอกกันได้นะหากอยู่เย็นๆหรือดึกๆ 

ปริมเหลือบมองนนทวัชรอีกครั้งซึ่งเขาก็ยังมองเธออยู่ จึงหันไปพูดกับคุณลุงวัชรต่อ

            ปริม :  ค่ะ             ปริมรับคำพร้อมกับยิ้ม

ปริมรู้สึกแปลกๆกับคำว่า พี่นนท์เวลาอยู่ต่อหน้าเขาเพราะเธอมักจะเรียกเขาในใจว่าตานนท์ เพราะป๊ากับม๊าเรียกเขาแบบนั้น แล้วนี่อะไรกันตั้งแต่เข้าออฟฟิศมาก็ทำหน้ามนุษยสัมพันธ์ยอดแย่ขนาดนั้น งานก็ผ่านแล้ว ปริมคิดในใจเพราะตั้งแต่มาถึงแล้วเธอรู้สึกว่าเขามองตลอดถึงแม้จะไม่ใช่สายตาแบบเจ้าชู้หรืออะไรก็ตาม..แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกเขิน..

            อาธร :  แล้ววันนี้จะกลับดึกมั้ยลูก?

            ปริม :  ค่ะ  ที่แผนกเขานัดทานข้าวด้วยกันเย็นนี้น่ะค่ะ ปริมอาจจะกลับช้าหน่อย  หันมาพูดกับป๊า

            วัชรพงษ์ :  เอ้อ..เย็นนี้นนท์เข้าร้านหรือเปล่าลูก?           วัชรพงษ์หันมาคุยกับลูกชายบ้าง

            นนทวัชร :  ไม่ครับ วันนี้ว่าจะกลับบ้านเร็วหน่อย              นนทวัชรบอกพ่อ

            วัชรพงษ์ :  อ่อ ดีสิ สองสามวันมานี้ไม่ได้ทานอาหารเย็นด้วยกันเลย  วันก่อนทำแหนมเนืองด้วยนะแต่ลุงไม่อยู่เลยไม่ได้ชิมเห็นบอกติดใจกันทั้งบ้าน      วัชรพงษ์พูดขำๆกับกับปริมเกี่ยวกับลูกชายพร้อมกับผายมือไปที่เขาแล้วหันไปทางอาธร    “  วันที่เราไปตีกอล์ฟกัน “      พูดไปขำไป อาธรก็ขำ   นนทวัชรยิ้มกว้างเหลือบมองคุณพ่อเล็กน้อยที่ถูกเย้าแหย่  

ปริมเองก็ยิ้ม ขำเล็กน้อยเหมือนกันนึกภาพนนทวัชรว่ากินแหนมเนืองด้วยเหรอ..มองนนทวัชรอีกครั้งแต่นานกว่าทุกครั้ง..รอยยิ้มนั้นแบบเมื่อคืน…นนทวัชรเองก็ขำๆเขินๆหันมาทางปริมพอดี  ทั้งคู่ทั้งยิ้มและสบตากัน.

            วัชรพงษ์ :  หนูปริมยังขำ                        วัชรพงษ์พูดต่อขำๆเห็นปริมยิ้มๆขำๆเหมือนกัน

            ปริม :  เอ่อ ไม่คิดว่าคุณนนท์จะกินแหนมเนืองเป็นน่ะค่ะ         ปริมพูดแก้เขินแต่ยังยิ้มปนขำอยู่

            วัชรพงษ์ :  ไม่ใช่แค่กินเป็นนะหนูปริม ทำเองด้วย                    วัชรพงษ์ยังแซวเล็กๆขำๆต่อ

            นนวัชร :  แม่บ้านเขาชอบกันน่ะครับเลยลองทำให้เขาทาน            บอกทุกคนให้รู้

            อาธร :   พี่เขาทำอาหารเก่ง                                     อาธรพูดเสริมหันมาบอกลูกสาว 

ปริมยิ้มและมองนนทวัชรนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาเขิน นนทวัชรยังยิ้มเขินและมองมาที่ปริม   

            วัชรพงษ์ :  วันหยุดนี้ไปที่บ้านลุงสิ ให้พี่เขาทำอาหารให้ทาน       วัชรพงษ์เห็นบรรยากาศเลยรีบสร้างโอกาส  

            ปริม :  เอ่อ  ปริมนัดเพื่อนไว้น่ะค่ะ    

            วัชรพงษ์ :  ชวนเพื่อนไปด้วยก็ได้ลูก  อาธรกับนุชกับตาปานก็ไปด้วยนะ   

อาธรทำหน้าเหวอเล็กน้อยเพราะรู้ว่าเพื่อนที่ลูกนัดไว้นั้นเป็นใคร

            อาธร :  เอ่ออ.  อย่าดีกว่าครับ  เอ่อ.หมายถึงว่ายังก่อนดีกว่าครับ           อาธรรีบปฏิเสธ

            วัชรพงษ์ :  ทำไมล่ะ!  หนูปริมนัดเพื่อนวันไหนลูก              

            ปริม :  วันเสาร์ค่ะ  แต่..จะออกไปข้างนอกกันค่ะ                    ปริมเริ่มทำหน้าเหลอๆ

            วัชรพงษ์ : งั้น..วันอาทิตย์ก็ได้ ตานนท์อยู่บ้านวันอาทิตย์       พูดพลางหันไปหาลูกชายเชิงเป็นการถาม

นนทวัชรก็ทำหน้าเหลอๆ  เพราะคุณพ่อเขาไม่เคยเจ้ากี้เจ้าการแบบนี้มาก่อนและดูร่าเริงเป็นพิเศษ

            นนทวัชร :  ครับ                                      ยิ้มเล็กน้อยให้คุณพ่อ คุณอาอาธรและหันไปทางปริม

วัชรพงษ์ยิ้มดีใจและอารมณ์ดีที่สร้างโอกาสได้ เพื่อทั้งสองคนจะได้สนิทสนมกันเร็วขึ้นเพราะอยู่ที่ออฟฟิศมีแต่ทำงาน เมื่อเหลือบมองทั้งคู่ก็เห็นว่ากำลังมองกัน..อย่างเขินๆ คนหนึ่งเขินๆน่ารักแบบผู้หญิงส่วนอีกคนก็พึ่งจะเคยเห็นเหมือนกันว่า..เขิน..  

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            บ่ายโมงเศษสิริมามาหานนทวัชรที่ออฟฟิศหลังจากที่ไปหาทำเลเพื่อทำร้านกาแฟกับขนมกับเพื่อนอีก จริงๆการที่เธอแต่งงานกับกฤษณะก็พอจะทำให้รู้จักคนในแวดวงธุรกิจอยู่พอสมควรจึงมีประโยชน์ต่อการติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทีเดียว วันนี้สิ่งที่จะทำสำเร็จก็อารมณ์ดีจึงแวะมาหา นนทวัชรหลังจากที่หลายวันมานี้ยุ่งๆเรื่องส่วนตัวไม่ค่อยได้แวะมาเยี่ยม

            เมย์ :   สวัสดีค่ะคุณไหม                                        เมย์ยกมือไหว้ทักทายสิริมา

            สิริมา :  หวัดดีจ้ะ คุณนนท์อยู่มั้ย?                       ทักทายตอบพร้อมกับยิ้ม

            เมย์ :  คุณนนท์ไปทานข้าวยังไม่กลับเข้ามาเลยค่ะ เชิญคุณไหมนั่งรอข้างในก่อนค่ะ   พูดพร้อมกับผายมือให้สิริมา   

            สิริมา :  เอ่อ ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนแล้วกันจ้ะ

            เมย์ :  ค่ะ

สิริมาทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ ก็ได้ยินพนักงานคุยกันเรื่องวันนี้เจ้านายไปทานข้าวกันสี่คน

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            กลับมาจากทานข้าวข้างนอกกับคุณพ่อกับคุณอาอาธรและปริมเดินมาถึงหน้าห้องเมย์ก็บอกว่าคุณไหมมารอ เมื่อเดินเข้ามาในห้องก็เห็นไหมนั่งรอที่โซฟา ลุกขึ้นและยิ้มให้เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาแต่เห็นชัดว่าเธอมีสีหน้าเศร้าสร้อย  ในใจเขาฉงนเล็กน้อย

            นนทวัชร :  ไหมมานานหรือยังครับ?      ถามปรกติยิ้มเล็กน้อยแม้จะเห็นสีหน้านั้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าอะไร

            สิริมา :  สักสิบห้านาทีแล้วค่ะ เมย์บอกว่านนท์ไปทานข้าวกับ…คุณอาน่ะค่ะ    พูดเรียบๆเสียงเศร้าแค่นั้น  เธอถามเมย์แต่เมย์ไม่ได้บอกแค่นั้น

            นนทวัขร :  ครับ  แล้วไหมทานอะไรมาหรือยัง?    ถามพลางเดินไปที่โต๊ะทำงานและนั่งลงที่เก้าอี้

            สิริมา :  เรียบร้อยแล้วค่ะ      พูดพร้อมกับเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับนนทวัชรและอมยิ้มให้เขา แต่อมยิ้มนั้นดูเศร้า

            นนทวัชร :  อืม.ครับ  ผมก็พึ่งกลับจากข้างนอกตอนก่อนเที่ยงและก็ออกไปทานข้าวเที่ยงกับคุณพ่อต่อเลย

            สิริมา : อร่อยมั้ยคะ?             ถามเบาๆปนน้อยใจในน้ำเสียงและมองหน้าเขา  หลังๆมานี้เธอพยายามชวนเขาและถูกปฏิเสธหลายครั้ง ซึ่งพอจะเข้าใจในสถานะที่เปลี่ยนไป หลายอย่างเปลี่ยนไปหลังจากที่เธอแต่งงาน และเธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะยอมรับได้แม้เธอจะแยกทางกับกฤษณะ เธอเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในระยะหลังๆมานี้ ว่านนท์ไม่ได้แคร์เธอเท่าไร

            นนทวัชร :  ครับ  ร้านนั้นเป็นร้านประจำร้านโปรดของคุณพ่อ

สิริมามองหน้าเขาและถอนหายใจเล็กน้อย

            นนทวัชร :  ไหมมีอะไรหรือเปล่า  เห็นถอนหายใจ                      ถามเสียงอ่อนโยนลงเมื่อเห็นอาการของสิริมา ซึ่งตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาแล้ว

            สิริมา :  สังเกตด้วยเหรอคะ?       

นนทวัชรทำหน้าเหลอที่สิริมาตีรวน เพราะเขาจำได้ว่าลักษณะแบบนี้มันเกิดขึ้นแค่ตอนที่ยังคบหากัน มันเป็นการงอนกันเล็กๆน้อยๆ

            นนทวัชร :  ก็ผมเห็นไหมถอนหายใจ….เรื่องกฤษณะเหรอ?        พูดเสียงเรียบๆถามตรงๆ

สิริมามองหน้านนทวัชรครู่หนึ่ง

            สิริมา  :   ไหมหย่ากับคุณกฤษเขาได้สองสัปดาห์แล้วค่ะ      สิริมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่สีหน้าและนัยตาเศร้ามองดูนนทวัชร เธออยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

นนทวัชรอึ้งในสีหน้าเล็กน้อยเขาเองก็ทำแต่งานไม่ได้สนใจเรื่องซุบซิบ นุเองคงไม่อยากพูดเลยไม่บอก

            นนทวัชร :  ครับ       รับทราบสิ่งที่สิริมาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและมองสบตาเธอนั่นคือสิ่งที่เขาจะปลอบใจเธอได้ มันเป็นจริงๆอย่างนั้นไม่ได้เสแสร้ง

สิริมาหลุบตาต่ำลงพร้อมกลืนน้ำลายที่รู้สึกว่ามันเหือดแห้งในลำคอแล้วยิ้มเล็กน้อย.เพื่อปลอบใจตัวเองสายตานั้นไม่ได้ว่างเปล่า.มีแววความห่วงใย.ถึงไม่ใช่แบบคนรัก..แต่.ทั้งท่าทาง สีหน้าและแววตานั้น..บอกเธอว่า.ไม่สำคัญพอ.

นนทวัชรถอนหายใจเบาๆหลุบตาต่ำคิดเล็กน้อยและเหลือบขึ้นไปมองสิริมาแล้วพูดต่อ สิริมาเงยหน้าขึ้นมาพอดี

            นนทวัชร :  ผมรู้ว่าไหมรู้ ว่าอะไรหลายอย่างมันเปลี่ยนไป แต่ไหมต้องเดินหน้าเพื่อตัวไหมเองต่อ     พูดปลอบใจสิริมาเสียงอ่อนโยน ไม่ใช่การปลอบใจเรื่องหย่าเพราะเขารู้แน่ชัดถึงการตัดสินใจของเธอตั้งแต่แรกๆที่โทรมาเล่าปัญหาให้ฟังแล้ว  นิ่งไปครู่จึงพูดต่อโดยที่ไม่หลบสายตา     “ ผมรู้ว่าไหมผิดหวัง แต่ผมคิดว่าผมแสดงให้ไหมเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว “    

            สิริมา :  ค่ะ..เพราะว่าคุณปริมเหรอคะ?     ถามเสียงเศร้าจนเหมือนเสียงแทบจะแห้ง นนทวัชรชะงักเล็กน้อย 

            นนทวัชร :  ไม่ใช่          พูดเรียบๆด้วยเสียงหนักแน่นโดยที่ยังมองสิริมาเพื่อยืนยันว่ามันไม่ใช่และไม่เกี่ยวอะไรกับปริม

            สิริมา :  ไหม.ได้ยินพนักงานคุยกันในห้องน้ำเรื่อง..คุณปริม ..ไม่คิดจะบอกไหมบ้างเหรอคะ?  สิริมาทำหน้าผิดหวังและยังมองนนทวัชรอยู่ 

นนทวัชรถอนหายใจ สิริมาตีรวนเรื่องปริม ซึ่งเขาเข้าใจอาจจะเป็นเพราะว่าเธอรู้สึกผิดหวัง

            นนทวัชร : ผมว่า..ผมไม่จำเป็นต้องบอก        

สิริมาพูดทันทีด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง

            สิริมา : อย่างน้อยก็น่าจะบอกเพื่อนบ้าง ..หากสิ่งที่นนท์พูดนั้นบอกว่า..แสดงให้ไหมเห็นชัดเจนแล้ว.ว่าเราเป็นเพื่อนกัน จะไม่บอกเพื่อนหน่อยเหรอคะ..ว่านนท์กำลังจะมีคู่หมาย “ 

นนทวัชรมองหน้าสิริมาด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกว่า ทำไมเขาถึงเหมือนถูกเธอไล่บี้หรือจับผิด เขาคิดว่าที่ผ่านมาเขาแสดงออกชัดเจนให้เธอได้เข้าใจในสถานะและเว้นระยะห่างสำหรับเธอไว้ 

            นนทวัชร :  ไหม..ผมคิดว่าผมไม่จำเป็นต้องตอบไหมเรื่องนั้น..ผมไม่อยากพูดย้ำความรู้สึกให้ไหมเสียใจหรือผิดหวัง แต่ผมรู้..ว่าไหมเข้าใจ..      พูดด้วยเสียงราบเรียบ ถอนหายใจเบาๆและพูดต่อ  “  ผมว่าไหมกลับบ้านไปก่อนเถอะ ..กลับไปคิดทบทวนอะไรเสียใหม่ “   พูดเสร็จก็ยังมองหน้าสิริมาครู่หนึ่งก่อนเสมองไปทางอื่น

สิริมาเห็นท่าทีนั้นก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ ถอนหายใจและลุกขึ้นแล้วเดินนออกจากห้องไป    

ปริมนั่งทำงานอยู่เหลือบขึ้นไปมองพอดีเมื่อได้ยินเสียงคนเดินผ่านก็เห็นว่าเป็นสิริมากำลังเดินผ่านไปและมองมาที่เธอด้วย.แววตาที่เศร้าและ.สายตาที่ปริมรู้สึกว่าต่างจากวันแรกที่ได้เจอกัน    ปริมเห็นอาการของสิริมาก็เห็นใจนิ่งคิดครู่หนึ่งว่าอาจจะพึ่งรู้เรื่องของเธอ

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            ตอนดึกราวสามทุ่มเศษทานอาหารเย็นเสร็จนนทวัชรก็นั่งที่ห้องนั่งเล่นคิดเรื่องของสิริมาคิดวนไปวนมาทั้งคำพูด การแสดงออกของเขาหรืออะไรต่างๆตั้งแต่ที่เธอมีปัญหาเพื่อพยายามจะถามตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เธอมีความหวังเรื่องเขา    อัญชนาเอาเครื่องดื่มมาให้ลูกชาย

            นนทวัชร :  ขอบคุณครับแม่                             ยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าคุณแม่เอาเครื่องดื่มมาให้

            อัญชนา :  คิดอะไรอยู่เหรอลูก?  เรื่องงานเหรอ?      อัญชนานั่งลงข้างๆลูกชายแล้วยิ้มอ่อนโยน

            นนทวัชร :   ไม่มีอะไรหรอกครับเรื่องทั่วๆไป      เอียงตัวนั่งหันหน้ามาทางแม่เล็กน้อย แต่ยังทำหน้าไม่สบายใจ         “ คุณพ่อดูทีวีเหรอครับ? “

            อัญชนา : จ้ะ           อัญชนายังเห็นว่าสิ่งที่ลูกพูดไม่สอดคล้องกับสีหน้า    “ เรื่องเพื่อนเหรอ? “

 นนทวัชรชะงักในสีหน้าเล็กน้อย

            นนทวัชร : ครับ แต่เล็กน้อยน่ะฮะ                    พูดไปด้วยสีหน้ากำลังครุ่นคิด

            อัญชนา :  เล็กน้อย แต่สีหน้าไม่ได้บอกว่าน้อยเลย      พูดพร้อมกับยิ้มเพื่อให้ลูกชายผ่อนคลาย

นนทวัชรสูดหายใจเข้าและถอนหายใจออก  

            นนทวัชร :  บางที..ก็คิดว่าตัวเองชัดเจนแล้ว แต่ทำไม..  .       พูดค้างไว้และทำตาลอยๆครุ่นคิด

 อัญชนาถอนหายใจเบาๆ

            อัญชนา :  บางที การคิดอะไรเข้าข้างตัวเองก็เพื่อปลอบใจตัวเองไปสักระยะหนึ่งเท่านั้นล่ะลูก เมื่อเวลาที่แท้จริงของมันมาถึง ก็แล้วแต่เขา ว่าจะทำใจยอมรับความจริงนั้นให้ได้ไหม..       พูดอ่อนโยนแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ลูกได้เบาใจลง  มองดูลูกชายที่ยังทำหน้าครุ่นคิดอยู่ ก็เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของเขาและตบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ

นนทวัชรถอนหายใจเสียงดังเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะไม่ได้รู้สึกรักกับไหมหลังจากเลิกกันได้สักพักหลังเธอแต่งงาน แต่ก็ไม่อยากทำให้มันหมือนกับว่าเธอถูกทำร้ายจิตใจซ้ำอีก

อัญชนารับรู้และเข้าใจอาการของลูกเมื่อครู่ นั่นเป็นเพราะว่าเขามักจะแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าตัวเอง

อัญชนา :   มันไม่ใช่ความผิดของนนท์หากเขาจะรักนนท์แล้วผิดหวัง ตัวเขาเองก็ต้องรู้สถานะของตัวเอง แม่ไม่อยากให้นนท์โทษตัวเองเรื่องนี้นะลูก นนท์เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาแล้ว        มองหน้าลูกชายเหมือนเขาจะรู้สึกในสิ่งที่เธอพูด มองเขาครู่หนึ่งจึงลุกออกไปปล่อยให้เขานั่งคิดต่อเพราะเขาเป็นคนคิดมากแต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะได้รับคำตอบของตัวเขาเอง 

……………………….. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………..

            ปริมกลับมาถึงบ้านตอนเกือบสี่ทุ่ม อาบน้ำเสร็จเตรียมตัวจะเข้านอนแต่ก็คิดเรื่องตอนบ่ายที่เห็นสีหน้าของสิริมาแบบนั้นแววตาเศร้าและผิดหวังปริมรู้สึกสงสารและเห็นใจ ..หรือว่า .ตานนท์ให้ความหวังเธอ… ถอนหายใจเสียงดัง ทั้งเห็นใจเธอเรื่องที่พึ่งหย่า ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจอีกคิดว่านั่นเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่สิ่่งที่เธอต้องเอามาคิด เธอต้องช่วยคุณลุงทำงานมากกว่า

…………………………. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ …………………………..

  

credit pic ภาพวาดประกอบ muslimpostjung.com , www.bloggang.com ตัดภาพบางส่วน

          เช้าวันต่อมาปริมมาถึงที่ทำงานก่อนใคร  ปริมพยายามที่จะจดจำทั้งของและราคาของสำหรับงานออกแบบตกแต่งว่าอันไหนเป็นอันไหนบ้างจะได้ทำบัดเจ็ทได้ถูกเพราะมีหลากหลายบางตัวใช้หลายครั้งบางตัวต้องสั่งทำ แม้มันจะง่ายขึ้นเพราะนักออกแบบแต่ละคนเขาส่งรายละเอียดพร้อมภาพและบางตัวก็มีรหัสมาให้ด้วยก็ตาม เธอต้องพยายามเรียนรู้เรื่องงานและปรับตัวให้ได้ไวๆ

ปริมเริ่มลดท่าทีความพยายามจะเป็นสาวมั่นลงเพราะเห็นทุกคนงานยุ่งและนนทวัชรเองก็งานยุ่งมากจึงไม่อยากกวนประสาทเขามากเกินไปหากไม่จำเป็นเห็นเขาทำงานหนักขนาดนี้ก็นึกเห็นใจ และจริงๆแล้วเธอต้องการช่วยงานของคุณลุงและต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่า

เมื่อวานตอนเย็นเห็นนาวินดูเอกสารในแฟ้มเป็นใบเสนอราคาน่าจะเป็นซัพพลายเออร์ส่งมา หลายครั้งนาวินกับน้องๆนักออกแบบคนอื่นก็หาของสำหรับงานออกแบบตกแต่งเองติดต่อเองบ้างให้ฝ่ายจัดซื้อติดต่อให้บ้าง เดินไปเปิดดูแฟ้มทุกหน้าก็เห็นว่านาวินเซ็นแล้วจึงหยิบเอาแฟ้มและเดินไปที่โต๊ะเมย์แต่เมย์ยังไม่มาและป้าอ๋อยกำลังทำความสะอาดที่โต๊ะเมย์อยู่ 

            ป้าอ๋อย :  สวัสดีค่ะคุณปริม  เอาแฟ้มมาส่งเหรอคะ?       ยิ้ม อารมณ์ดีทักทายพนักงานทุกคนปรกติ

            ปริม :   ค่ะ                ยิ้ม  

            ป้อ๋อย :  คุณเมย์ยังไม่มาอีกสักครู่ก็คงมาค่ะ ป้าพึ่งเช็ดโต๊ะคุณเมย์ไปเมื่อครู่อาจจะยังไม่แห้ง   ยิ้ม   “ จะวางไว้เลยมั้ยคะ วางบนตระกร้าเอกสารก็ได้ “          พูดเสร็จก็ยิ้มอัธยาศัยดี

ปริมยิ้มและเก้ๆกังๆเล็กน้อยกำลังคิด

            ป้าอ๋อย :  หรือจะเอาเข้าไปไว้ในห้องทำงานคุณนนท์เลยก็ได้ค่ะ บางครั้งหากคุณนนท์กับคุณเมย์ยังไม่มาป้าก็เห็นเขาเอาเข้าไปข้างในเลย           แนะนำปริม   ปริมคิดเล็กน้อยก็ตัดสินใจอย่างที่ป้าอ๋อยแนะนำ

            ปริม  :  ค่ะ ขอบคุณค่ะ         แล้วจึงเปิดประตูเข้าไปและเอาแฟ้มไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของ    นนทวัชรคิดว่าเผื่อเขาจะได้ดูเลย วางแฟ้มบนโต๊ะเสร็จก็หันหลังกลับจะเดินออกไป นนทวัชรเปิดประตูเข้ามาพอดี ปริมทำหน้าเหลอหลา นนทวัชรมองแต่สีหน้าเรียบเฉยและทำเป็นไม่พูดอะไรเดินมาที่โต๊ะ ปริมมองดูนนทวัชรที่เดินผ่านเธอไปพร้อมกับพูด

            ปริม :  ใบเสนอราคาโคมไฟค่ะ คุณนาวินดูแล้ว          ไม่ห้วนเท่าไหร่ เชิ่ดนิดๆโดยอัตโนมัติ ไม่เข้าใจว่าทำไมเห็นหน้าแล้วรู้สึกตะหงิด

            นนทวัชร :  ขอบคุณครับ                       พูดเสียงเรียบๆพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้และมองปริม 

            ปริม : เอ่อ ดิฉันขอตัวนะคะ                   ปริมพูดเสร็จก็จะเดินออกไป

            นนทวัชร :  เท้าหายดีหรือยัง?           ถามเสียงอ่อนโยน    

ปริมชะงักในสีหน้าเล็กน้อย นิ่งไปเล็กน้อย

            ปริม :  ค่ะ  ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บแล้วค่ะ          ตอบเสียงปรกติเพราะน้ำเสียงและคำถาม

            นนทวัชร :  หากไม่ถนัดก็ไม่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงขนาดนี้ก็ได้       นนทวัชรพูดด้วยเสียงเรียบๆและคิดว่าพูดด้วยความหวังดีแบบทั่วๆไป  แต่ปริมกลับรู้สึกว่าเสียหน้าเล็กน้อย ตะหงิดๆว่าทำไมจะใส่ไม่ได้

            ปริม :  ใครบอกว่าไม่ถนัด..ว่าจะไปช้อปมาอีกสักสามสึ่คู่จากร้านคุณนตค่ะ           พูดแบบกระเง้ากระงอดเล็กน้อยเพราะรู้สึกเสียหน้า พูดเสร็จก็เม้มปากเล็กน้อยเหลือบมองนนทวัชร

นนทวัชรหน้าเหลอเล็กน้อยเพราะคิดว่าก็พูดด้วยความหวังดีธรรมดาๆ แล้วก็อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีนั้น หลุบตาต่ำและเงยหน้าขึ้นไปถาม ปริมซึ่งมองอยู่แล้วยิ่งรู้สึกตะหงิดๆมากขึ้นไปอีก

            นนทวัชร :  อื้ม.แล้วรู้หรือยังว่าร้านคุณนตอยู่ตรงไหน?              พูดไปตามน้ำ

            ปริม :  ก็ว่าจะถามอยู่พอดีเลยค่ะ               พูดเสียงต่ำ   นนทวัชรอมยิ้ม ปริมมองแต่ไม่ยิ้มด้วย

           นนทวัชร :  ได้ เดี๋ยวบอกให้…..         พูดไปพร้อมกับยิ้มๆไปเล็กน้อย จึงบอกที่อยู่ของร้านยศนันท์กับปริม เมื่อปริมเดินออกไปก็ถอนหายใจแบบเหนื่อยใจ

ปริมเดินหงุดหงิดออกมานั่งเคืองนนทวัชรที่โต๊ะทำงานขำมากหรือไง ทำไมจะใส่ไม่ได้ ใส่ได้แต่คุณนตหรือไง ปริม คิดเคืองในใจถอนหายใจแล้วหยิบเอากล่องอาหารเช้าเดินเข้าไปที่ห้องทานอาหาร  เมื่อเดินเข้ามาก็ชะงักในสีหน้าเล็กน้อยเพราะเมย์กำลังเตรียมกาแฟกับน้ำดื่มและขนมเพื่อเสิร์ฟนนทวัชรอยู่แล้วเมื่อกี้นี้เมย์ได้ยินที่เธอกับตานนท์คุยกันหรือเปล่านะ  แต่ก็ทำหน้าเหลอๆไปแล้วยิ้ม

            ปริม :  หวัดดีค่ะ  มานานหรือยังคะปริมไม่เห็น                   ยิ้ม

            เมย์ :  สวัสดีค่ะ  เมย์มาเมื่อครู่เองค่ะตามหลังคุณนนท์มาติดๆ วางกระเป๋าแล้วมาเตรียมกาแฟเลย    ยิ้ม    “ กำลังจะทานอาหารเช้าเหรอคะ? “           พูดยิ้มๆอารมณ์ดี 

            ปริม :  ค่ะ      ยิ้มและเหลือบมองที่ถาดนั้นอีกครั้งเห็นว่ามีกาแฟ น้ำเปล่าและก็ขนมสองชิ้นแล้วนั่งลง       “ เอ่อ ทานข้าวด้วยกันสิคะเดี๋ยวปริมรอ “ 

            เมย์ :  ค่ะ แต่คุณปริมทานรอได้เลยนะคะ เดี๋ยวเมย์มา     ยิ้มให้ปริมแล้วกับยกถาดกาแฟออกไป

ปริมคิดว่าตอนเช้าเขาทานแค่นั้นเองเหรอเพราะเห็นว่าทำงานหนักเท่าที่ได้ยินพนักงานคุยกันเกี่ยวกับตัวเขาบ้างคือทานอาหารไม่ค่อยเป็นเวลาและที่รู้อีกคือเขาก็ทำอาหารเป็น  ครู่หนึ่งเมย์ก็เดินกลับมาและเอาทานอาหารออกมาทานด้วยกัน        

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            สิริมาอยู่ที่คอนโด เช้านี้ตื่นสายเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับชงกาแฟเสร็จก็นั่งเศร้าและนั่งคิดเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต นึกถึงอดีตกับนนทวัชรกับท่าทีของเขาเมื่อวานก็ถอนหายใจหน้าเศร้า เมื่อยิ่งคิดเรื่องของปริมที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเอาซะเลยก็ยิ่งผิดหวังที่เขาไม่แม้แต่จะเกริ่นอะไรเลย  เธอเข้าใจว่าอะไรๆมันเปลี่ยนไปนานแล้ว และไม่คิดว่าเขาจะยอมรับได้แล้วกลับมาเป็นเหมือนเดิมและรู้ตัวว่าพยายามปลอบใจตัวเองด้วยการคิดเข้าข้างตัวเอง.ว่า.ยังมีโอกาสนั้นกับนนท์อยู่ …

……………………………… ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ……………………………………

            วันเสาร์ดลลี่มารับปริมที่บ้านเพื่อไปช้อปปิ้งที่ร้านของยศนันท์ทั้งคู่เดินหาร้านของยศนันท์ตามที่นนทวัชรบอกแล้วก็มาถึง  ดลลี่ชอบเสื้อผ้าและคอลเลคชั่นในร้านยศนันท์มากเดินดูจนเพลิน ปริมก็เดินเลือกหาดูตัวที่ถูกใจและพอจะใส่ได้  ถึงว่าดูจากการแต่งตัวของคุณนตแล้วเธอเป็นคนมีสไตล์เป็นตัวของตัวเอง ปริมคิดในใจพร้อมกับเลือกเสื้อผ้าไป

            ดลลี่ :  สวยทุกชุดเลยอ่ะ  ชอบมาก..      ดลลี่พูดไปเลือกเสื้อผ้าไปและเหลือบมองเพื่อนเป็นระยะๆ  เลือกให้ตัวเองได้สองสามชุดและเลือกให้เพื่อนได้สองชุดก็เดินเอามาให้ปริมดู   “  นี่ๆสวยนะเธอน่าจะใส่ได้ “      ยื่นให้เพื่อนดู  ปริมเหวอ

            ปริม :  ไม่เอา  มันเซ็กซี่ไป               ส่ายศีรษะ ดลลี่จึงเอาไปเก็บที่เดิมและเดินมาหาปริม 

            ดลลี่  :   ฉันเข้าไปลองก่อนนะ         พูดพร้อมกับยิ้มตื่นเต้น  

            ปริม :  จ้ะ         ปริมยิ้มมองตามเพื่อนที่กำลังเดินเข้าไปในห้องลองเสื้อแล้วเลือกต่อ  ครู่หนึ่งก็ชะงักเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆร้านก็เห็นพนักงานยืนยิ้มรอบริการอยู่ ปริมยิ้มให้พนักงานแล้วก็เลือกต่อ  ปริมคิดว่า ไม่เห็นคุณนต..ตานนท์คงไม่ได้บอกหรอกนะว่าเธอจะมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้าน

           

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.