นิยาย Ö เมื่อบัวบานรัก Ö ตอนหนึ่ง

                                           

                                 //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

            สายลมโชยเย็นๆช่วงเวลาบ่ายทำเอาผ้าม่านหน้าต่างที่ถูกผูกไว้สั่นไหวไปมาตามแรงปะทะของลม บ้านเดี่ยวสองชั้นครึ่งไม้ครึ่งตึกล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาและแปลงผัก แปลงดอกไม้ ไร่ข้าวโพดและพืชทางการเกษตรอื่นๆเป็นการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสมทั้งของเจ้าของบ้านและของเพื่อนบ้านใกล้เคียง วิถีชนบทนี้อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครขึ้นไปทางทิศเหนือราวสี่ชั่วโมง

            ที่ริมหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้ในห้องๆหนึ่งชั้นบนของบ้านนั้น หญิงสาววัยเกือบครึ่งคนลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบ้านนั่งอมยิ้มอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนอนของตัวเองและกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างรู้สึกสดชื่นและเหมือนกับว่ากำลังคิดอะไร ผมดำยาวถูกรวบไว้อย่างง่ายๆบริเวณท้ายทอย ไรผมอ่อนๆบริเวณหน้าผากและข้างแก้มปลิวตามแรงปะทะของสายลมขณะที่เจ้าของไรผมนั้นนั่งอมยิ้มรับกับสายลมที่พัดมาเย็นๆ “ บัว บัวไพลิน ทัศนาลัย “  วัยสามสิบสามปีลาออกจากงานทางด้านสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯแล้วกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านกับครอบครัวและเริ่มต้นกับการเป็นนักเขียนนวนิยายและรับจ้างเขียนบทละครได้พักหนึ่งแล้ว เธอเริ่มต้นในสิ่งที่ชอบและอยากทำ..เริ่มมาได้พักหนึ่งแล้ว.. ละมือจากแป้นคีย์บอร์ดและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คตรงหน้าเงยหน้ารับลมเย็นๆกับอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ นั่งอมยิ้มอยู่ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเบาๆแล้วก้มหน้าต่ำกลับไปมองที่คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนอีกรอบ นิยายเรื่องใหม่ที่เขียนได้ครึ่งเรื่องแล้วและมีกำหนดส่งงานให้กับผู้จัดละครที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ต้นภายในเดือนหน้านี้ กำลังจะเริ่มเขียนนิยายต่อก็ได้ยินเสียงย่าใบคุยกับแม่แว่วๆมาคงกำลังคุยกันเรื่องสวนผัก แม่ของเธอกับพ่อจะช่วยกันดูแลแปลงผักและสวนด้วยตัวเองแต่หลักๆจะเป็นแม่เสียมากกว่าเพราะพ่อทำงานที่กรมที่ดินประจำอำเภอแต่พ่อก็จะจ้างเพื่อนบ้านไว้สองคนเพื่อให้มาช่วยแม่ดูแลแปลงผักและสวนในเวลากลางวันที่พ่อต้องไปทำงานแม้ว่าแม่จะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตามและบอกว่าทำเองได้แต่พ่อก็ไม่ยอมเพราะเกรงว่าแม่จะเหนื่อยเกินไป

            ย่าใบ : แดดยังร้อนจัดอยู่เลย ยังไม่ต้องไปหรอกแม่ลัค แล้วนี่กี่โมงแล้วล่ะเนี่ย!        

            “ ย่าใบ ทองใบ ทัศนาลัย “  พูดกับลูกสะใภ้    “ ลัค ลัคณา ทัศนาลัย “  ไปอย่างเป็นห่วงขณะกำลังนั่งเด็ดก้านผักคะน้าและผักกาดขาวที่เหลือจากการถูกคัดไปส่งที่ตลาดแล้วเพื่อให้เพื่อนบ้านมาเอาไปทำประโยชน์ต่อเมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้อยากจะออกไปที่สวนและกำลังเดินมายังบริเวณหน้าบ้าน ลูกสะใภ้ของเธอเป็นคนขยันและมีบ้านอยู่ต่างอำเภอชอบพอกับพจน์ลูกชายของเธอตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน เรียนจบก็สอบเข้าทำงานรับราชการที่บ้านแล้วลาออกเพื่อมาพักอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอส่วนสามีของเธอนั้นเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน..มีลูกด้วยกันคนเดียว เธอดีใจและภูมิใจที่ลูกสะใภ้เป็นคนขยันและยอมลาออกจากงานราชการเพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลเธอกับสามีตามที่พจน์ลูกชายของเธอร้องขอ เธอกับสามีไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้ลูกสะใภ้ลำบากเกินไปแม้ลัคณาเองก็เต็มใจก็ตาม  

            ลัคณา : บ่ายสองโมงครึ่งจ้ะ      ยิ้ม    “ ก็ว่าอีกสักพักล่ะจ้ะค่อยไป “

            พูดเสร็จก็ยิ้มอ่อนโยนให้แม่สามีแล้วเดินมานั่งใกล้ๆกันเพื่อช่วยเด็ดก้านผักอีกแรง ผักที่เหลือจากการคัดเลือกพวกนี้เพื่อนบ้านสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่นต้มให้หมูกินเพราะเพื่อนบ้านบางคนเลี้ยงหมูหรือพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูหรือเอาไปทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพซึ่งเธอกับสามีก็ทำเช่นกัน

            เธอแต่งงานกับ  “ พจน์ ทัศนาลัย “  สามีหลังจากเรียนจบและสอบบรรจุรับราชการได้ห้าปีแล้วลาออกเพื่อมาพักอาศัยและดูแลครอบครัวของเขาเนื่องจากเขาเป็นลูกชายคนเดียว ครอบครัวของสามีมีที่ดินหลายสิบไร่และพ่อของสามีก็เป็นอดีตกำนันและชอบทำการ  เกษตรรวมทั้งสามีของเธอก็ชอบทำเกษตรด้วยเช่นกัน เธอมีลูกกับเขาคนเดียวคือบัวแต่เธอเคยแท้งลูกคนที่สองซึ่งพจน์เป็นห่วงมากจึงคุยกับเธอว่าจะมีลูกคนเดียวแม้เธอจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม ลัคณายิ้มนั่งเด็ดก้านผักไปมองแม่ของสามีไปเธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจหรือมีปัญหาอะไรกับแม่สามีเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้เลยเพราะแม่ของสามีไม่ใช่คนขี้บ่นหรือจู้จี้จุกจิกและเป็นคนใจดีมีเมตตา

            ย่าใบ : แล้วนี่แม่บัวเขากินข้าวเที่ยงหรือยัง? ทำไมยังไม่เห็นลงมาตั้งแต่สายๆละ     พูดเสร็จก็ส่ายศีรษะเล็กน้อย ลัคณายิ้ม

            ลัคณา : เรียบร้อยแล้วจ้ะ เห็นแกงพะแนงในหม้อหายไปส่วนหนึ่ง ไม่รู้แอบดอดลงมาตอนไหน    พูดไปขำๆไปแล้วยิ้ม

            ย่าใบก็ขำเล็กน้อยพร้อมกับนึกไปถึงหลานสาวคนเดียวที่คงกำลังนั่งจดจ่ออยู่หน้าไอ้เจ้าอะไรที่เรียกว่าโน๊ตบุ๊คนั่น บางทีก็เห็นถือ มันไปแล้วไปนั่งใต้ร่มมะม่วงในสวน บางทีก็เห็นจ้องมันพร้อมกับทำปากขมุบขมิบเหมือนพูดอะไรกับมันแล้วก็เห็นกดๆจิ้มๆ…เห็นบอกว่า เขียนนิยายใส่ในนั้น… บอกว่า เขาเรียกว่าพิมพ์เพราะแค่กดลงไปก็เป็นตัวหนังสือแต่เรียกว่าเขียนหรือแต่งนิยายเพราะไม่ต้องใช้ดินสอหรือปากกาเขียนใส่กระดาษแต่พิมพ์ตัวหนังสือที่มีในไอ้เจ้าโน๊ตบุ๊คนี่แทน..อืม..ทองใบอมยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับส่ายศีรษะไปด้วยเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดของหลานสาวกับไอ้เจ้าโน๊ตบุ๊คนั่น

            ย่าใบ : แต่เดี๋ยวก็คงลงมา รู้ว่าแม่ลัคต้องเข้าสวน           พูดไปขำไปเล็กน้อย

            พร้อมกับลัคณาเองก็ขำเมื่อนึกถึงลูกสาวแม้บัวจะขะมักเขม้นกับการเขียนนิยายแต่ก็จะช่วยงานในสวนกับแปลงผักทุกวันเพราะเกรงว่าเธอจะเหนื่อย เธอเองก็เกรงว่าลูกจะเหนื่อยเช่นกันไม่อยากให้ลูกมาทำงานเกษตรอยากให้ลูกนั่งทำงานในห้องแอร์หรือเขียนนิยายไป แต่ก็ห้ามไม่ได้ แรกๆก็รู้สึกเป็นห่วงลูกอยู่มากแต่คิดไปคิดมาก็คิดว่าแล้วแต่ความสุขของลูกหากอยากทำ นั่งอมยิ้มไปเด็ดผักไปอีกคนเมื่อนึกถึงลูกสาวคนเดียวที่อยู่บนห้องคงกำลังตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์งานเขียนของตัวเองไป

                                     //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

            ที่บ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร ขนาดของตัวบ้านสามารถรอง รับการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ในอนาคตเนื่องจาก ” คุณทิว ทองทิว ไวยะตราสุตกับภรรยาของเขาคุณสุรี สุรีพร ไวยะตราสุต “ ต้องการอยู่ใกล้ชิดกับลูกๆ ทั้งคู่มีลูกชายสองคนเป็นผู้สิบทอดและดูแลธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคในครัวเรือนจากสมุนไพรไทยเนื่องจากคุณสุรีชื่นชอบพืชผักและสมุนไพรไทยและเป็นธุรกิจขนาดเล็กของครอบครัวคุณสุรีมาก่อนแล้วเอามาต่อยอด นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างที่คุณทิวชื่นชอบและมีความถนัดเริ่มมาในภายหลังซึ่งทั้งสามธุรกิจนี้ก็ดำเนินกิจการมาหลายสิบปี ทั้งคู่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นหลังจากคุณทิวกลับมาถึงบ้านราวบ่ายสามโมงเศษถึงแม้เขาจะให้ลูกๆบริหารงานเต็มที่แต่ก็ยังช่วยลูกทำงานและให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจซึ่งก็คุยกันได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน นอกชายลูกชายทั้งสองแล้วยังได้ลูกสะใภ้คนโตเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจอีกแรงทำให้เขาเบาใจไปเยอะทีเดียว ส่วนคุณสุรีภรรยาหลังจากเป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจร่วมกันมาหลายสิบปีก็ได้เกษียณตัวเองและเป็นแม่บ้านตั้งแต่แทนลูกชายคนโตเข้ามาช่วยงานเมื่อสิบห้าปีก่อนหลังเรียนจบปริญญาโท นอกจากเป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจแล้วยังเป็นคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันและอยู่เคียงข้างกันมาตลอดจน กระทั่งปัจจุบัน

            ทองทิว : ผมเห็นดอกจำปีที่คุณลองปลูกกำลังโตเชียว แสดงว่าเอาใจใส่ดูแลดีมาก     พูดเสร็จก็ขำมองภรรยาเธอปลูกดอกไม้และสมุนไพรหลายอย่างในบริเวณบ้านและพยายามดูแลมันด้วยตัวเองซึ่งเป็นเพราะครอบครัวของเธอผลิตสินค้าจากพืชดอกและสมุนไพรเหล่านั้นหลายอย่างจึงชื่นชอบมัน สุรีพรยิ้มเมื่อสามีพูดถึงสิ่งที่เธอทำ

            สุรีพร : ค่ะ หวังว่ามันจะมีดอกเร็วๆ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้หายากมากละ ไม่ว่าจะตามต่างจังหวัดเองก็ไม่ค่อยเห็นว่ามีปลูกตามบ้านนะ   พูดไปพลางกับทำท่าคิดไปด้วยแล้วยิ้ม

            ทองทิว : อืม     พูดไปพลางพยักหน้าทำท่าคิดไปเหมือนเห็นด้วย  “ อาจจะมีเกษตรกรปลูกเป็นไร่ๆเพื่อส่งขายตามตลาด “

            สุรีพร : ค่ะ ก็ว่าอย่างนั้น แต่ไม่ค่อยเห็นสินค้าที่ผลิตจากกลิ่นดอกจำปีเท่าไหร่หรือเขาว่ามันไม่ค่อยหอม  ยิ้ม  “ ดิฉันว่ามันหอมดีนะคะ “   พูดพลางพยักหน้าไปด้วย

ทองทิวหัวเราะขำภรรยาเป็นเพราะเธอชื่นชอบพืชพันธุ์ธรรมชาติเหล่านี้และอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็กทุกอย่างจึงดีสำหรับเธอซึ่งก็จริงและส่วนหนึ่งเขาก็คิดว่าเป็นผลทำให้เธอเป็นคนคิดบวกและอ่อนโยน ยิ้ม

            ทองทิว : อื้ม..แต่เท่าที่เห็นก็มีอยู่บ้างนะสินค้าที่ทำจากกลิ่นดอกจำปี อาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยม อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยโปรโมทผ่านโฆษณาเท่าไหร่เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็กของคนไทยเรา จะเป็นพวกกลิ่นดอกไม้จากฝรั่งเช่นกลิ่นลาเวนเดอร์อะไรเหล่านั้นที่จะได้รับความนิยมในตลาดมากกว่าเพราะได้รับการโปรโมท

            สุรีพร : ค่ะ   พูดพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย  “ นี่ถ้าหากว่าทำน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นดอกจำปีก็ดีนะคะ หรือน้ำหอมกลิ่นดอกจำปีหรือดอกมะลิ “   พูดเสร็จก็ยิ้มปนขำเล็กน้อย

ทองทิวก็ขำเล็กน้อยไปกับภรรยา ที่ผ่านมาเธอก็เป็นคนชอบคิดโน่นคิดนี่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทและจ้างทำวิจัยหลายอย่างประสบความสำเร็จบ้างไม่เป็นไปอย่างที่คิดบ้าง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัทก็มาจากแนวคิดของเธอและนั่นก็ดีมันส่งผลให้ธุรกิจของครอบครัวประคับประครองและเป็นธุรกิจอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ยิ้มมองภรรยา

            ทองทิว : จะลองทำดู น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นดอกจำปีที่คุณว่า แต่คงต้องหาแหล่งที่เขาปลูกหรือขายส่งดอกจำปีก่อน    ยิ้ม    

            สุรีพร : ค่ะ        ยิ้มอย่างรู้สึกดีที่สามีให้ความสำคัญกับสิ่งที่เธอพูด   “ งั้น.อ่านหนังสือไปก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปดูในครัว ก่อน ตาไทโทรมาบอกว่าเย็นนี้ไม่ทานอาหารเย็นที่บ้าน นัดกับเพื่อน   ยิ้ม

            ทองทิว : จ้ะ      พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มให้กับภรรยาและมองตามจนกระทั่งสุรีพรเดินเลี่ยงพ้นประตูออกไปจึงหันไปหยิบเอาหนังสือมาอ่าน

เมื่อเดินเข้ามาในครัวก็เห็นยายเปกับแหน๋นแม่บ้านกำลังช่วยกันเตรียมเครื่องแกง ยายเปเป็นแม่บ้านเก่าแก่ชอบเตรียมทุกอย่างด้วยฝีมือตัวเองแม้กระทั่งเครื่องแกงก็ชอบทำเองมากกว่าที่จะซื้อสำเร็จรูปจากตลาด

            ยายเป : คุณผู้หญิงจะสั่งอะไรเพิ่มคะ?             ถามเมื่อเห็นคุณสุรีพรเดินเข้ามา

            สุรีพร : ไม่มีอะไรจ้ะ แค่จะบอกว่าลดอาหารลงหน่อยหนึ่งเพราะตาไทไม่กลับมาทานอาหารเย็นที่บ้าน        พูดอ่อนโยน ยิ้ม

            แหน๋น : ค่ะ แต่วันนี้มีของโปรดของคุณไทนะคะ สั่งด้วยตัวเองตั้งแต่เมื่อวาน             พูดปนฉงนแต่อารมณ์ดี

            ยายเป : หืม..คุณไทก็ต้องอยากไปทานข้างนอกกับเพื่อนบ้างจะเป็นไรไป ครั้งหน้าทำอีกก็ได้        ทำเป็นเอ็ดแหน๋นแล้วหันไปยิ้มให้คุณสุรีพรซึ่งก็เห็นว่ายืนอมยิ้มมองอยู่

            สุรีพร : จ้ะ งั้นก็ลดความเผ็ดของเครื่องแกงลงด้วยนะไหนๆเจ้าของๆโปรดเขาก็ไม่กลับมาทานด้วย       พูดปนขำเล็กน้อย อมยิ้ม

            ยายเป : ค่ะ            รับคำลากเสียงยาวเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า ยิ้ม สุรีพรยิ้มแล้วเดินเลี่ยงออกไป

แหน๋นทำถอนหายใจเสียงดังอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

            แหน๋น : ป้า ฉันก็ว่าดีนะหากคุณไทเธอจะนัดทานอาหารเย็นกับใครบ้าง..หรือจะกับเพื่อนบ้างน่ะ แต่…..    ทำเป็นพูดค้างไว้แล้วเหลือบยายเปแบบไม่ค่อยแน่ใจว่าหากพูดออกไปจะถูกยายเปแค่มองค้อนเอาหรือถูกฟาดด้วยของใกล้มือแทนเพราะแกรักเจ้านายทุกคนยิ่งชีพและโดยเฉพาะทั้งคุณแทนและคุณไทแกเลี้ยงและดูแลมาตั้งแต่เด็ก ยายเปมองค้อนเหลือบไปที่แหน๋นแล้วพูดเสียงต่ำๆปนปราม

            ยายเป : อย่าพูด หากสิ่งที่เอ็งจะพูดมันเรื่องเดิมๆเหมือนคนอื่นลือกัน ข้าบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่! อย่าพูดเรื่องนี้ของคุณไทให้ข้าได้ยินอีก!       พูดพลางใช้สากกะเบือทำเป็นชี้ไปที่หน้าแหน๋นเพื่อปรามปนขู่   

            แหน๋น : หืม..ก็ได้  แหม..ก็แค่สงสัยน่ะป้า    พูดแบบเกรงๆ แต่ยายเปเหลือบกลับมาอีก   “ ก็ได้ๆ ไม่พูดเรื่องนี้ของคุณไทอีกแล้วจ้ะป้า แหม……. “     พูดเสร็จก็ทำเป็นยิ้มประจบเอาใจยายเป  “ ฉันเชื่อป้าจ้ะ…เลี้ยงเองมากับมือ “    ยิ้มประจบอีก

ยายเปทำเป็นเหลือบตาต่ำเพื่อปรามแหน๋นอีกก่อนทำเป็นสะบัดหน้ากลับแล้วรอโขลกเครื่องแกงต่อและทำเป็นดุแหน๋นให้รีบหั่นของที่จะทำเครื่องแกงเร็วๆแหน๋นจึงต้องรีบเพราะคิดว่าดีที่แค่ถูกมองค้อนดีกว่าถูกยายเปแกฟาดด้วยของอย่างอื่นเอา

                                            //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

            บัวเดินมาหาแม่ที่กำลังดูต้นมะนาวอยู่ในสวนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรนอกจากต้นมะนาวแล้วยังมีฝรั่ง แก้วมังกร กล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมที่พ่อกับแม่ช่วยกันปลูกเพื่อส่งขายในตลาดส่วนแปลงผักอยู่ข้างๆและมีร่องน้ำไว้สำหรับรดน้ำพืชผักในแปลงและในสวน นอกจากนี้แล้วยังมีต้นมะม่วงทั้งมะม่วงมันกับมะม่วงเปรี้ยวอีกเจ็ดถึงแปดต้นเพื่อให้ร่มเงาในสวนและมีมะพร้าวน้ำหอมอีกห้าถึงหกต้นซึ่งคุณปู่กับคุณย่าปลูกมาหลายปี หญิงสาวสวมเสื้อแขนยาวลายสก๊อตสีเทาเข้มสลับขาวขุ่นๆทับเสื้อยืดสีเข้มตัวในและปลอกแขนที่สวมใส่อีกชั้น กางเกงยีนขายาวสีซีดและสวมรองเท้าผ้าใบพร้อมหมวกสีส้มแบบชาวสวนผมดำตรงยาวถึงกลางหลังถูกปล่อย เมื่อเดินมาถึงต้นมะนาวก็ เหวี่ยงมือด้านขวาไปด้านหลังเพื่อเอื้อมหยิบถุงมือทั้งสองข้างที่เหน็บไว้ที่กระเป๋ากางเกงยีนด้านหลังมา ขณะกำลังยืนสวมถุงมือก็ได้ยินเสียงแม่พูดกึ่งตะเบ็งเสียงเล็กน้อยเพราะแม่ยืนอยู่ห่างออกไปในระยะห่างสักสี่ถึงห้าต้นมะนาว

            ลัคณา : หนูไปดูต้นฝรั่งก็ได้ลูก เล็มกิ่งให้แม่หน่อย        บอกลูกสาวเมื่อเห็นว่าตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงมายังบริเวณต้นมะนาวและเห็นว่าบริเวณต้นฝรั่งนั้นมีร่มต้นมะม่วงพอจะบังแดดให้ลูกได้ แม้แดดจะเริ่มอ่อนแรงลงไปบ้างแต่ก็หลงเหลืออายแดดร้อนๆอยู่

            บัว : ค่ะ         รับคำพร้อมกับยิ้มและเข้าใจในจุดประสงค์ของแม่

            ลัคณา : ย่าฝากอะไรหรือเปล่า?                 ถามยิ้มๆ

            บัว : ฝากเก็บผักหวานไปด้วยค่ะ จะใส่แกงเห็ด       ยิ้มให้แม่แล้วเดินปลีกตัวไปทางบริเวณต้นฝรั่งอีกฟากหนึ่งของสวน ส่วนเพื่อนบ้านอีกสองคนที่พ่อจ้างไว้นั้นอยู่ที่แปลงผัก

ลัคณายิ้มมองตามลูกสาวครู่หนึ่งก็ทำงานต่อ เธอบอกลูกหลายครั้งหากอยากช่วยให้เข้าสวนช่วงบ่ายแก่ๆเพราะแดดเริ่มอ่อนและตอนเช้าเธอจะให้บัวช่วยงานสวนถึงแค่ราวแปดโมงครึ่ง ส่วนย่าใบจะเป็นคนทำอาหารเป็นส่วนใหญ่เธอจะทำบ้างหากวันไหนทำงานสวนและแปลงผักเสร็จเร็วเพราะหลังเลิกงานเมื่อคุณพจน์ลับมาถึงบ้านก็จะเข้าไปทำงานในสวนหรือแปลงผักทันที คุณพจน์จ้างเพื่อนบ้านไว้สองคนเป็นรายวันเพราะวันหยุดเสาร์กับอาทิตย์จะเข้าสวนช่วยกันกับเธอทำงานเองรวมถึงบัวด้วยที่ช่วยได้บ้าง ที่ช่วยได้บ้างนั้นเพราะเธอกับคุณพจน์ต้องการให้ลูกช่วยงานแค่นั้นและอยากให้ลูกทำงานของตัวเองมากกว่า  

ขณะกำลังเขย่งตัดกิ่งต้นฝรั่งอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มีสายเรียกเข้า บัวเดินไปหยิบเอาโทรศัพท์ที่ถูกวางไว้ใต้ร่มต้นมะม่วงขึ้นมาดูอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใคร

            เจษ : หวัดดี เย็นนี้วางเปล่า? ไปกินหมูกระทะกันมั้ย?       ถามยิ้มๆ อารมณ์ดี

            บัว : อืม.. ย่าจะทำแกงเห็ดใส่ผักหวานน่ะ..อยากกิน ไว้วันหลังได้มั้ย?        ทำท่าคิดก่อนต่อรอง

            เจษ : ได้ เป็นพรุ่งนี้นะ เดี๋ยวไปรับ                          

            บัว : โอเค ได้                 อมยิ้ม

            เจษ : แล้วนี่ทำอะไร? เขียนนิยายเหรอหรือว่าทำสวน?        ถามเชิงล้อเลียนเล็กน้อย ยิ้ม

            บัว : ตัดกิ่งต้นฝรั่งอยู่ เสร็จไปสักสี่ห้าต้นแล้วล่ะ            ทำหน้าเหลอๆ

            เจษ : โห..ยังไม่ถึงครึ่งสวนเลยมั้ง อีกเพียบล่ะสิ           ทำล้อเลียนต่อ ยิ้ม

            บัว : ใช่! งั้นแค่นี้ก่อนนะ เสียเวลาทำสวน บาย    ทำล้อเลียนกลับบ้างแล้วกดวางสายทันที ยิ้มปนขำวางโทรศัพท์แล้วเดินไปตัดกิ่งต้นฝรั่งต่อ

เจษฎานั่งยิ้มปนขำเช่นกัน “ เจษ เจษฎา รักษ์สุจิต “ เพื่อนสมัยวัยเรียนมัธยมของบัวแต่เมื่อเรียนจบมัธยมเขาก็เข้าไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง และเมื่อเรียนจบก็สอบบรรจุรับราชการที่ว่าการอำเภออยู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือหลายปีแล้วย้ายกลับมาทำที่อำเภอบ้านเกิดได้ราวสามปีแล้ว ส่วนบัวเรียนที่มหาวิทยาลัยในตัวจังหวัดแล้วเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯจนกระทั่งกลับมาเจอกันอีกครั้ง อมยิ้มอยู่ครู่หนึ่งก็ทำงานต่อซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาเลิกงาน

บัวกำลังเขย่งๆตัดกิ่งต้นฝรั่งต่อหลังคุยกับเจษเสร็จผ่านไปได้พักใหญ่ๆยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ต้องทำ

            พจน์ : พอได้แล้วลูก เดี๋ยวพ่อทำต่อเอง ไปเก็บผักหวานไปให้ย่าไป    พูดอ่อนโยนกับลูกสาวเมื่อเห็นท่าทางที่ขมีขมันของเธอ

            บัว : ยังไม่ถึงครึ่งเลยค่ะ เดี๋ยวบัวช่วยทำต่ออีกหน่อย บางกิ่งอยู่สูงบัวเขย่งไม่ค่อยถึงเลยเสียเวลาไปเยอะค่ะ    ยิ้มเล็กน้อย

            พจน์ : เดี๋ยวพ่อทำเอง เมื่อวานเดินดูรอบๆไปบ้างแล้วไม่มีอะไรมากหรอก ไปช่วยย่าทำกับข้าวดีกว่า         ยิ้ม 

บัวทำท่าคิดและทำหน้าอิดออดเล็กน้อยเพราะอยากช่วยงานพ่อกับแม่ในสวนต่ออีกสักหน่อย

            บัว : ค่ะ             พูดพร้อมกับพยักหน้า ยิ้มแล้วเดินเลี่ยงเพื่อไปเก็บผักหวานที่ปลูกแซมกับกล้วย

พจน์อมยิ้มมองตามหลังลูกสาวเขาเองก็ไม่ค่อยอยากให้เธอทำงานในสวนหรือแปลงผักมากนักเพราะสงสารอยากให้ลูกทำงานที่สบายหรือสอบบรรจุรับราชการมากกว่าซึ่งเขาก็เคยคุยกับบัวอยู่สองสามครั้งหลังจากที่บัวกลับมาอยู่ที่บ้านในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้เห็นว่างานเขียนนิยายของเธอค่อนข้างโอเคจึงไม่ค่อยอะไรกับลูกมากนักคิดว่าแล้วแต่หากลูกทำแล้วสบายใจและมีความสุข อมยิ้มอ่อนโยนเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของเขา ครู่หนึ่งก็หันไปตรวจตราต้นฝรั่งเพื่อจะได้ตัดหรือเล็มกิ่งต่อ

                                          //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

            เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังราวหกโมงเศษในตอนเย็นเวลาหลังเลิกงาน    “ ไท ทองไท ไวยะตราสุต “    เงยหน้าขึ้นพร้อมกับตอบรับว่าครับไม่ทันไรประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกซึ่งเขาก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใครจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อรอยู่ก่อนแล้ว

            แทน : พี่จะกลับละ เดี๋ยวได้เวลาอาหารเย็นที่บ้านละ แล้ว.วันนี้ดึกมั้ย?        พูดยิ้มๆเล็กน้อย

            ไท : อืม..ไม่แน่ใจครับ ไปแฮงค์เอาท์ที่บ้านเพื่อนที่พึ่งย้ายกลับหลังไปอยู่อเมริกามาซะนาน.คง..มีเรื่องให้คุยกันเยอะ           ยิ้ม

            แทน : อื้ม.โอเค       พูดไปพร้อมกับพยักหน้ารับทราบไป         “ เดี๋ยวพรุ่งนี้มีคุยเรื่องวัสดุก่อสร้างโรงงานของลูกค้าที่ชานเมืองที่มีปัญหาว่า..ติดขัดอะไร “    พูดไปพยักหน้าเครียดๆเล็กน้อยไป

            ไท : ครับ               รับคำสั้นๆพร้อมกับพยักหน้า

            แทน : แล้วจะออกกี่โมง?

            ไท : อีกสักพักหนึ่งครับ ขอทำงานต่ออีกเล็กน้อยก่อน

            แทน : โอเค งั้นพี่ไปก่อนนะ           พูดพร้อมกับพยักหน้า อมยิ้มเล็กน้อยให้น้องชายก่อนเปิดประตูแล้วเดินออกไป

            ไท : ครับ                พยักหน้ารับทราบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

            ทองไทมองตามพี่ชายจนประตูห้องทำงานถูกปิดลงแล้วทำงานต่อ    “ พี่แทน แทนไท ไวยะตราสุต “     พี่ชายที่อายุมากกว่าเขาสี่ปีรับหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของสองกิจการของครอบครัวโดยมีคุณพ่อกับเขาที่คอยสนับสนุน ส่วนอีกหนึ่งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นเป็น ภาระของเขาแต่ก็มีพี่ชายและคุณพ่อเป็นผู้คอยสนับสนุนเช่นกัน การเข้ามารับภาระหน้าที่ทางการงานของกิจการของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยบวกกับงานที่หนักทำให้ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวมากพอสมควรแต่ก็คิดว่าไม่เป็นปัญหาเพราะนั่นคือสิ่งที่ทั้งเขากับพี่แทนเห็นคุณพ่อ  กับคุณแม่เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก และมันเป็นความเหนื่อยยากลำบากของทั้งคุณพ่อกับคุณแม่ที่สร้างมากับมือและเขากับพี่แทนต้องช่วยกันสานต่อและประครองให้อยู่รอด

            นั่งทำงานต่อราวเกือบชั่วโมงก็ออกจากออฟฟิศแล้วตรงไปที่บ้านเพื่อนที่โทรมาแบบให้ประหลาดใจเมื่อเช้าว่ากลับมาอยู่เมืองไทยได้ สองวันแล้วและนัดทานข้าวที่บ้านกับเพื่อนๆสี่ห้าคนซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทๆกัน วันนี้อาจจะกลับบ้านค่อนข้างดึกเพราะนอกจากเพื่อนที่พึ่ง กลับมาจากอเมริกาแล้วเพื่อนคนอื่นบางคนก็แทบจะไม่ค่อยได้เจอกันมาพักใหญ่เพราะต่างคนต่างงานยุ่งในธุรกิจของตัวเองหรือของครอบครัวแค่มีแชทข้อความกันบ้างแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากวันนี้คงได้นั่งคุยกันยาว

                                            //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

             ดึกๆราวเกือบสี่ทุ่มแทนยกแก้วใส่นมมาให้ภรรยาที่กำลังนั่งทำงานภายในห้องทำงานส่วนตัวที่บ้าน    “ นิ นิยะดา ไวยะตราสุต “    ภรรยาสาวสวยที่แต่งงานกันมาได้สามปี ครอบครัวของเธอก็อยู่ในแวดวงนักธุรกิจที่รู้จักกันมาหลายปีและเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่อายุยังน้อยในการออกงานสังคมกับครอบครัว เธอเรียนมาทางด้านการเงินและด้านการตลาดแล้วช่วยครอบครัวในการบริหารธุรกิจและหลังจากที่แต่งงานกับเขาเธอก็ยังเข้ามาช่วยเขาในการบริหารงานควบคู่กันไปด้วย เคยได้คุยกันเรื่องการมีลูกแต่เธอบอกว่าขอเวลาอีกสักปียังอยากทำงานให้เต็มที่ก่อนและแน่นอน.เขาไม่เร่งรัดเธอเพราะเห็นว่าทำงานหนักรอเวลาที่เธอพร้อมจะดีกว่า เมื่อเคาะประตูและเดินเข้ามาภายในห้องก็เห็นว่าเธอละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะและยิ้มหวานให้เขาอยู่

            นิ: ขอบคุณค่ะ        ยิ้มหวานให้สามี เธอเคยบอกเขาหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องยกแก้วนมหรือเครื่องดื่มมาให้เพราะเขาเองก็ทำงานและยุ่ง แต่ก็เข้าใจว่าอยากดูแลและเธอเองก็มีความสุขที่เขาใส่ใจแค่ไม่อยากให้ลำบากกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นั้นเอง

            แทน : จ้ะ              พยักหน้าแล้วยิ้มน่ารักใส่ภรรยา

ห้องทำงานส่วนตัวนี้เคยเป็นของเขาแต่เมื่อนิเข้ามาและมีงานยุ่งๆกลับมาทำที่บ้านเขาจึงยกห้องนี้ให้เธอไปแล้วไปใช้ห้องหนังสือของคุณพ่อแทนหรือบางครั้งเขาก็ใช้ห้องนี้บ้างเวลามีงานที่ต้องคุยกันที่บ้าน เคลียร์งานเล็กๆน้อยหรือในวันหยุด

            แทน : เหมือนแอร์ไม่ค่อยเย็นหรือยังไง? เสียเหรอ?        ฉงนเล็กน้อยเพราะปรกติอุณหภูมิจะเย็นกว่านี้และเดินไปที่บริเวณ เครื่องปรับอากาศเพื่อจะหาสาเหตุ

            นิ : ไม่ค่ะ นิพึ่งเบาลงเมื่อกี๊นี้เอง รู้สึกว่าหนาวนิดหน่อยค่ะ เกรงว่าจะไม่สบาย         ยิ้ม

แทนหันมาทางภรรยาพร้อมกับถอนหายใจเบาๆเดินเข้าไปหาและมองเธออย่างเป็นห่วงเอามือแตะที่หน้าผากของเธอแล้วพูดอย่างอ่อนโยน

            แทน : หากรู้สึกว่าไม่ไหวหรือไม่ค่อยสบายให้รีบบอกนะครับ ไม่ต้องฝืน กับงานไม่ต้องเคร่งเครียดกับมันมาก        ยิ้มอ่อนโยนมองภรรยาซึ่งเธอก็อมยิ้มมองดูเขาอยู่เช่นกัน       “ รู้ว่าห้ามไม่ได้จะไม่ทำก็ไม่ได้ หากปล่อยได้ก็ปล่อย อยากให้รักษาสุขภาพมากกว่า “       ยิ้ม

            นิ : ค่ะ       ลากเสียงยาวเล็กน้อยแล้วยิ้มน่ารักให้สามี     “ อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ออกไปข้างนอกเจออากาศร้อนๆกลับเข้าออฟฟิศเจอแอร์เย็นๆเลยอาจจะมีอาการ “        ยิ้ม       “ แต่รู้สึกว่าไม่มีอะไรค่ะ หากมีจะรีบบอก ไม่ฝืนค่ะ “    

            แทน : ครับ     รับคำสั้นๆอ่อนโยน     “ งั้นไม่กวนละ จะได้ทำงานต่อ “     อมยิ้มแล้วก้มลงจูบที่หน้าผากของภรรยา ยิ้มและเธอก็ยิ้มให้เขาเช่นกันแล้วเดินออกไปปล่อยให้เธอได้ทำงานของเธอต่อ

นิยะดายิ้มมองตามสามีอย่างรักใคร่จนประตูห้องทำงานถูกปิดลง เขาคุยกับเธอเรื่องการทำงานหนักของเธอมาได้สักพักแล้วอยากให้เธอรักษาสุขภาพเพราะวางแผนกันไว้ว่าจะมีลูกด้วยกันในปีหน้าซึ่งเธอก็อยากทำอย่างนั้นจึงพยายามเร่งเคลียร์งานเพื่อจะได้มีเวลาดูแลสุขภาพและเตรียมตัวเป็นคุณแม่ให้กับลูกของเขา แม้เขาจะไม่เร่งรัดแต่ครอบครัวของเธอกลับเป็นฝ่ายเร่งรัดเรื่องนี้มาสักพักเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ของเธออยากมีหลานแม้น้องชายของเธอจะมีหลานให้ท่านอยู่แล้วหนึ่งคน ยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องการมีลูกแล้วหันไปหยิบแก้วนมที่สามีพึ่งยกมาให้ขึ้นมาดื่มแล้วทำงานต่อ

เมื่อเดินออกมาจากห้องทำงานแทนก็เจอเข้ากับคุณแม่ซึ่งยังไม่เข้านอนคาดว่าอาจจะอยากรอไทกลับมาก่อน แทนบอกคุณแม่ว่าไทบอกว่าอาจจะกลับดึกไม่ควรรอจะดีกว่าแต่ดูท่าว่าจะไม่เป็นผลเพราะคุณแม่ของเขามักจะรอเขา รอไทหรือคุณพ่อกลับมาถึงบ้านก่อนเสมอท่านจึงจะเข้านอน พูดคุยกับคุณแม่เล็กน้อยก็ขอตัวกลับเข้าไปทำงานในห้องหนังสือต่อ สุรีพรมองตามลูกชายคนโตที่เดินไปยังห้องหนังสืออยู่ครู่หนึ่งก็เดินเลี่ยงลงไปรอลูกชายคนเล็กที่ห้องนั่งเล่นด้านล่าง

                                  //  ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘ ℘  ℘ ℘ ℘ ℘ //

ข้อความนี้ถูกเขียนใน นิยาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.